ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย

โดย มติชน วัน พุธ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 02:02 น. เขียนโดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

จากข้อเขียนในเรื่องเมธีตะวันออกของท่านอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยผู้มีอายุสั้นเหลือเกิน น่าเสียดายที่ท่านจากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียง 37 ปีเท่านั้นเอง ท่านอาจารย์เสถียรเขียนถึงอุดมคติการเมืองของขงจื๊อไว้ดังนี้คือ อุดมคติการเมืองของขงจื๊อเรียกว่า ไต้ท้ง แปลตามตัวอักษรว่า ความเสมอภาคอันใหญ่ยิ่ง ลัทธิไต้ท้งของขงจื๊อไม่ยอมให้มีการแบ่งชาตินั้นชาตินี้ แต่ให้ถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกเหมือนกันหมด

จึงเป็นสากลนิยม สมมุติถ้ามีใครมาถามคนที่ถือลัทธิสากลนิยมว่า ท่านเป็นคนชาติอะไร? เขาจะตอบว่าข้าพเจ้าเป็นมนุษยชาติเป็นแน่ ขงจื๊อเห็นว่าความเดือดร้อนในโลกเกิดจากการแบ่งเป็นชาติ จากชาติก็แบ่งแยกออกมาเป็นรัฐ เป็นแคว้น เป็นเมือง เป็นคณะ เป็นพวก แก่งแย่งเบียดเบียนกันไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น ถ้าจะสร้างสันติภาพในโลกก็ต้องเลิกความรู้สึกแบ่งแยกนี้โดยสิ้นเชิง ให้ถือว่าทุกคนเป็นพลโลก มีชาติชาติเดียวกันคือมนุษยชาติเท่านั้น

 


คราวหนึ่งเจ้าครองนครฌ้อออกไปประพาสป่ากลับมา แต่ลืมทิ้งคันศรไว้ในหนทาง พวกมหาดเล็กจะกลับไปค้นหา เจ้าครองนครฌ้อตรัสว่า ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลาหรอก เพราะพระราชาฌ้อทำตกหายไป แต่ราษฎรฌ้อเป็นผู้ได้ไป จะเป็นไรมี ขงจื๊อทราบเรื่องนี้ก็วิจารณ์ว่า น่าเสียดายนัก ที่เจ้าครองนครฌ้อยังคับแคบไป ไฉนไม่พูดว่ามนุษย์ทำคันศรตกหาย แต่มนุษย์ด้วยกันเป็นผู้ได้ไปจะเป็นไรมี ทำไมจะต้องเจาะจงเป็นชาวฌ้อเล่า
ทรรศนะการเมืองของขงจื๊อ คือพลโลกเป็นครอบครัวเดียวกันหมด

 


ผู้เขียนได้อ่านข้อความนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วก็ได้แต่รำพึงในใจว่า ยังจะมีคนที่คิดและทำอย่างนี้บ้างไหมหนอในโลกนี้ หากมีโอกาสพบเห็นคงเป็นมงคลในชีวิตเป็นที่ยิ่ง!


พบแล้วละคนไทยเรานี่เอง คือเภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คนเกาะสมุย ท่านเป็นผู้มีความเมตตาอันไพศาลดังมหาสมุทร เริ่มจากการก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาให้กับองค์การเภสัชกรรมด้วยการเข้าไปทำงานเป็นคนแรกและคนเดียวเท่านั้นใน พ.ศ.2539 ทำได้ 6 ปีก็ลาออกเพื่อไปช่วยผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์และมาเลเรียให้แก่ชาวแอฟริกาทั้งทวีปเมื่อ พ.ศ.2545 ในขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาของไทยมีบุคลากรคุณภาพถึง 70 คนและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก


ก่อนอื่นท่านผู้อ่านต้องเข้าใจความหมายของยาสามัญ (generic drug) เสียก่อน (ผู้เขียนเองทีแรกก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน) กล่าวคือ ยาชนิดเดียวกันเมื่อมีการผลิตจากหลายบริษัทอาจมีราคาขายที่แตกต่างกันได้มากเนื่องจากยาเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง

คราวนี้ยาใหม่มักจะมีราคาแพงมากกว่ายาเก่าในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากบริษัทยาผู้ผลิตจำเป็นต้องได้รับกำไรชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนายาชนิดนั้นๆ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้


บริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรของยาใหม่จึงได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 15-20 ปีนับแต่วันจดทะเบียนสิทธิบัตรการค้นพบ) เมื่อครบกำหนดบริษัทยาอื่นก็สามารถผลิตยาชนิดเดียวกันนั้นออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน แต่ต้องใช้ชื่อการค้าอื่นหรือใช้ชื่อทางเคมีของยาโดยตรงจึงนิยมเรียกยาที่ผลิตออกมาจากต่างบริษัทในภายหลังว่าเป็นยาเลียนแบบหรือ ยาสามัญ (generic drugs) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีราคาถูกลงมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตขึ้นตามในภายหลังเหล่านี้ไม่มีต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากเหมือนบริษัทต้นแบบ

{mosimage}


อีทีนี้ปัญหามันมีอยู่ว่าบรรดาบริษัทยานั้น (ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา) มีความโลภอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เวลาคิดราคายาที่ตนเองผลิตขึ้นมาก็เอากำไรกันด้วยการคิดราคายาที่ขายสูงกว่าต้นทุนการผลิตไม่ต่ำกว่า 30-40 เท่าตัวแบบว่าไม่คำนึงถึงชีวิตคนโดยไม่มีมนุษยธรรมเลยนั่นแหละก็จะพยายามไม่ให้ใครผลิตยาสามัญขึ้นมา


แต่ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ของเรานี่แหละได้พยายามผลิตยารักษาโรคเอดส์ขึ้นเป็นคนแรกและประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ขึ้นใน พ.ศ.2538 ซึ่งยานี้เป็นตัวอย่างการผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์ที่ไทยเราทำออกมาขายในราคาแคปซูลละ 8 บาท ในขณะที่บริษัทยาของฝรั่งที่มาฟ้องร้องนั้นขายแคปซูลละ 284 บาท

{mosimage}


การผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ทำให้รัฐบาลไทยแต่เดิมสามารถแจกยารักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ประมาณพันคนสามารถช่วยเหลือคนเป็นหมื่นๆ ได้เนื่องจากราคายาถูกลง (ยารักษาโรคเอดส์ต้องกินทุกวัน วันละ 2 เวลาไปตลอดชีวิต ขาดไม่ได้


ใน พ.ศ.2542 ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เห็นว่าทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่โชคร้ายมีผู้ป่วยเอดส์เป็นสิบล้านคนท่านจึงคิดที่จะไปช่วยสอนให้คนแอฟริกาสามารถผลิตยาสามัญรักษาโรคเอดส์นี้ได้เอง เนื่องจากอย่างที่ว่าแหละยารักษาเอดส์นี้ต้องกินทุกวันขาดไม่ได้ คงมีคนสงสัยว่าทำไมเราไม่ส่งยาสามัญของเราเองไปขายที่แอฟริกาเล่า?


ดร.กฤษณาท่านตอบว่า ดิฉันต้องการให้พวกเขาทำเองให้พึ่งตนเอง ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเขาอยากกินปลา เราก็ควรสอนเขาตกปลาเองไม่ใช่ว่าเอาปลาไปให้เขากิน เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีวันพึ่งตนเองได้ ถ้าเรามองว่าเราสามารถนำยาจากเมืองไทยไปจำหน่ายได้ มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีความยั่งยืน บุคลากรที่มาผลิตยา ก็เป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น

{mosimage}


ท่านไปแอฟริกาคนเดียวนะแถมยังต้องควักกระเป๋าตัวเองด้วยเหมือนกันอย่างประเทศแรกที่ท่านไปช่วยคือประเทศคองโก (ซาร์อี) ซึ่งกำลังมีสงครามกลางเมือง ที่คองโกนอกจาก ดร.กฤษณาจะไปช่วยผลิตยารักษาโรคเอดส์แล้วยังต้องไปออกแบบแปลนสร้างโรงงานให้ด้วยเพราะเวลาไปถึงมีแต่ที่ดินว่างๆ เท่านั้น


ช่วยคองโก 3 ปีจนสำเร็จเป็นแห่งแรกต่อจากนั้นก็ไปที่ประเทศแทนซาเนียซึ่งที่นี่นอกจากยารักษาโรคเอดส์แล้ว ดร.กฤษณายังคิดและผลิตยารักษามาเลเรียขึ้นมาเองโดยตั้งชื่อว่า THAI-TANZUNATE ซึ่งเป็นยามาเลเรียราคาถูกที่สุดในโลกคือตกราว 36 บาทต่อเม็ด ในขณะที่ยามาเลเรียของฝรั่งทุกยี่ห้อราคาประมาณเม็ดละ 360 บาท ดร.กฤษณาได้เดินทางไปตามประเทศต่างๆ ในแอฟริกาทำอย่างนี้จนปัจจุบันยาที่มีคำว่า THAI ขึ้นหน้าเป็นที่รู้จักทั่วแอฟริกา

{mosimage}

ซึ่งตลอดเวลาที่ท่านอยู่ในแอฟริกานั้นท่านต้องเจออากาศที่ร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส ถูกปืนจี้ 5 ครั้ง เจอระเบิดตกลงข้างที่พักและที่สำคัญคือพูดกับคนแอฟริกาไม่รู้เรื่องด้วยซี ที่น่าสนใจคือสื่อต่างประเทศเขาชื่นชมการทำงานของ ดร.กฤษณาถึงกับเอาไปสร้างภาพยนตร์จนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 3 รางวัล นอกจากนี้ทางอเมริกายังนำเรื่องของท่านไปสร้างป็นละครบรอดเวย์เรื่อง Cocktail เปิดแสดงในเดือนพฤษภาคมนี้เอง และยังได้รับการเสนอปริญญากิตติมศักดิ์จากอังกฤษและอเมริกาไม่รู้กี่ใบแล้ว รางวัลโนเบลสำหรับคนไทยคนแรกอยู่ไม่ไกลหรอก แต่ ดร.กฤษณาท่านไม่สนใจหรอกเพราะท่านคือ มหาตมะ ของแท้แน่นอน

Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top