ยาดีและราคาถูก(มากๆ) มีอยู่ในโลก

"ยา ดี" ไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป ยืนยันได้จากเภสัชกรเกียรตินิยมอันดับ 1 คนนี้ที่ยืนยันว่า ยาดีและราคาถูก(มากๆ) มีอยู่ในโลก

หลังได้รับถุงยาพร้อมใบ เสร็จรับเงินที่แนบมาด้วย เคยสงสัยหรือตั้งคำถามบ้างหรือไม่ว่า "ทำไมค่ายาถึงแพงจัง"

 จริงอยู่ ยาเฉพาะอาการบางตัวมีส่วนผสมล้านแปดที่นำมาอ้าง สรรพคุณและมูลค่าได้ แต่มียาอีกตั้งหลายตัวที่เราต้องจ่ายแพงลิ่ว ราวกับ "ยาวิเศษ" ก็ไม่ปาน หากสุภาพสตรีคนหนึ่งยืนยันว่า "จะจ่ายแพงกว่าทำไม" ในเมื่อมียาราคาถูกกว่า (หลายเท่าตัว) พร้อมส่วนผสมและสรรพคุณการรักษา ในระดับที่ไม่ย่อหย่อนไปกว่ากัน บางตัวเธอก็ลงห้องแลบ ผสมเองกับมือ บางตัวก็ได้ดอกเตอร์จบปริญญา เอกเฉพาะทางมาปรุงให้
 

เท่านั้นยังไม่พอ หากเห็นยาแพงตัวไหนที่ถือวิสาสะ จดสิทธิบัตรผูกขาดสูตรอย่างไม่ชอบมาพากล เธอก็พร้อมที่จะสลัดเสื้อกาวน์เภสัชกร มาลุยฟ้องร้องทางกฎหมาย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงยาคุณภาพดี ราคาถูกได้มากที่สุด

 ข้างในที่ทั้งบู๊และบุ๋นอย่างนี้ ซ่อนมาในเรือนกายที่ดูแลอย่างพิถีพิถัน นวดหน้าอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  ผิวพรรณจึงเปล่งปลั่ง แต่งเติมด้วยเมคอัพสีสันสดใส และเครื่องแต่งกายที่รับการเลือกสรรมาแล้วอย่างดีและมีระดับ สมกับ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม คนปัจจุบัน
 

 ลูกน้องเรียกเธอว่า "พี่เอื้อย" แต่คนทั่วไปรู้จักอย่างเป็นทางการในชื่อ อัจฉรา เอกแสงศรี  

 

ทำไมถึงเลือกเรียนเภสัชคะ

 


 ก็เหมือนเด็กไทยทั่วไป ไม่คิดอะไรทั้งนั้น เรียนเก่งถ้าไม่เรียนหมอ ก็เภสัช แต่คุณพ่อเป็นหมอ บอกงานหนัก ไม่อยากให้ลูกเรียน

 ก็สอบติดเภสัช เลือกสาขาวิเคราะห์ ก็เช่นเดียวกัน ถ้าใครเรียนเก่งก็ต้องเลือกวิเคราะห์ (หัวเราะ)

 

แล้วก็มาอยู่องค์การเภสัชกรรมเลย? 

 

(พยักหน้า) ตัวเองไม่ชอบทำงานเอกชนอยู่แล้ว ก็ไปสอบที่กรมศุลกากรกับที่นี่ แต่ที่นี่เรียกก่อน เลยได้ไปอยู่ในส่วนวิเคราะห์ เป็นกองวิจัยเล็กๆ มีอยู่ไม่กี่คน พอทำไปได้สิบกว่าปี ผอ.องค์การฯ เห็นว่าต้องมีฝ่ายวิจัยและพัฒนา เลยเรียกเราไปเซ็ทอัพ

 

ทราบว่าได้ทำงานร่วมกับ ภก.กฤษณา ไกรสินธ์ (เภสัชกรเจ้าของรางวัลแมกไซไซ) ด้วย?

 ค่ะ พี่กฤษณาเขาเป็นผอ.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา เรียกเราไปช่วย  หลอกล่อให้มาช่วยเซ็ทอัพระบบไอที เพราะรู้ว่าชอบด้านนี้ ตอนนั้นพวกเครื่องมือวิจัยไอทีก็เริ่มเข้ามาเยอะ พี่กฤษณาบอกว่า งั้นเธอมาทำซอฟแวร์ ชั้นทำฮาร์ดแวร์  เขาชอบซ่อม ไขน็อต (หัวเราะ)  

 และ ดร.กฤษณา เองที่เป็นบอกให้ดิฉันมาช่วยดูเรื่องสิทธิบัตร(ยา) เพราะมันสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และยังไม่มีใครมาดู พี่กฤษณาเองสนใจแต่เขาไม่มีเวลาให้กับมันเต็มที่ ก็ให้เราทำ เราก็เหมือนเด็กนักเรียน ใครให้ทำอะไรก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ (หัวเราะ) ก็ทำเรื่อยมา

 แล้วมาเจอกรณีดีดีไอ (ยาต้านไวรัสเอชไอวี) ที่ได้จดสิทธิบัตรในเมืองไทยแล้ว แต่จดในส่วนผสมที่แตกต่างกับสูตรที่เราจะทำ เราเลยเดินหน้าผลิต จนใกล้จะเสร็จแล้ว บริษัทจากสหรัฐเขาก็แจ้งมาว่า เราไปละเมิดสิทธิบัตรเขา เราก็ไม่เชื่อ ไปดูรายละเอียดสิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปรากฎว่า มันมีการแก้ไขไปจากเดิม ให้คลุมยาที่เราวิจัยไปทั้งหมด หมดแรงเลยตอนนั้น

 

ต้องขึ้นศาลด้วยใช่ไหมคะ

 (พยักหน้า) ก่อนจะขึ้นศาล เราก็ประชุม มีการซักซ้อม เพราะเรื่อง สิทธิบัตร เพราะเป็นสิ่งที่นักกฎหมายจริงๆ ไม่เคยรู้เรื่อง

 แต่จุดสำคัญมันอยู่ที่การหาโจทก์ หรือ ผู้เสียหาย สมัยนั้นศาลฎีกาตีความว่า ผู้บริโภคไม่ใช่ผู้เสียหาย และต้องเป็นผู้เสียหายทางธุรกิจ ในกรณีนี้เราหาผู้เสียหายไม่ได้แต่เราก็เห็นว่า ผู้ป่วยคือผู้ที่ได้รับความเสียหายอย่างแรง อย่างชัดแจ้ง เราเลยฟ้อง โดยยอมเสี่ยง โดยเอาผู้เสียหายคือโจทก์ ทำให้เราได้รู้จักเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ได้ใกล้ชิดกัน


 ผู้ติดเชื้อต้องขึ้นศาลให้การ เขาไม่รู้อะไรเลย เราต้องมาสอนเขา เขาสามารถเรียนรู้ได้อย่างดี แต่เนื่องจากมันยาว ตอนนั้นเราหาคนที่ใช้ดีดีไอได้สัก 7 คน ก็มีเสียชีวิตไปบ้าง ศาลทรัพย์สินใช้เวลาพิจารณา 2 ปี เสียชีวิตไป 2-3 คน (เสียงเครือ) 

 

แต่ก็ยังเดินหน้าต่อ...

 เมื่อทำดีดีไอ ไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปทำยาต้านตัวอื่น เช่น สตราอูดีน รามิอูดีน แต่หมอก็ไม่ค่อยนิยมใช้ยา generic (ยาที่มีตัวยาสำคัญในการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้นตำรับ) ทั้งที่ราคาต่างกันเยอะ (ยาต้นตำรับเม็ดละ 100 generic เม็ดละ 4 บาท)


 เราก็เลยโทรไปคุยกับหมอ ถามว่ายามันไม่ดีตรงไหน หมอบอกว่า กินง่ายแต่เชื้อก็ดื้อง่าย แถมต้องกินทีเดียวหลายตัว เลยเอามาผสมกันเลยเป็นจีพีโอเวียร์ (ยาต้านสูตรที่ ภก.กฤษณา ไกรสินธุ์ คิดค้น) คนก็หันมาใช้เยอะจนปัจจุบัน

 

เรียนด้านเภสัชมาแต่ต้องมาดูงานด้านกฎหมายอย่างสิทธิบัตร ยากง่ายอย่างไร

 เราเป็นเด็กว่าง่าย ให้ดูก็ดู (ยิ้ม) ตอนนั้น (2535) อายุ 30 ยังคึกอยู่เลย ตอนแรกก็กลัวเรื่องกฏหมายเหมือนกัน เพราะตอนอยู่ปี 5 ได้เอหมดทุกวิชา ยกเว้นวิชาเดียวที่ได้ ซี คือ กฏหมาย (หัวเราะ) ไม่เข้าใจว่าเราได้ซีได้ยังไง ตัวเองก็ทำได้นะ เราอาจจะเขียนไม่เข้าท่า ไม่ถูกใจกฏหมาย


 คงคนละเซนส์กัน สิ่งที่เราคิด คงไม่เหมือนกับสิ่งที่กฎหมายคิด แต่พอมาอ่านกฎหมายสิทธิบัตร มันง่ายกว่ากันเยอะเลย เล่มบางนิดเดียว เขียนด้วยภาษาไม่ยาก ต่อมาเราก็ยิ่งประหลาดใจที่นักกฎหมายเองกลับไม่เข้าใจ

 

กระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตรที่ไม่มีคุณภาพ ทำกันอยู่กี่คน

 เดิมทำอยู่ 2 คน กับน้องอีกคน ตอนหลังๆ  ตัวเองงานยุ่ง เลยให้น้องทำอยู่คนเดียว ซึ่งแค่สกรีนดูคำคัดค้านก็มีเยอะมากจนเราดูได้ไม่หมด หรือ คัดค้านได้หมด เราก็จะดูที่อยู่ในสายงานของเรา เช่น เอชไอวี ยาในกลุ่มจิตเวช หัวใจ

 

ผลงานที่ผ่านมามีอะไรบ้างคะ

 ส่วนใหญ่ยา generic ที่องค์การผลิต จะถูกกว่าแบรนด์เนม (ต้นตำรับ) 10 เท่าขึ้นไป


 หลายครั้งที่เราคัดค้านสิทธิบัตรกรมทรัพย์สินไป  กรมทรัพย์สินก็จะมองว่าการที่เราไปคัดค้านสิ่งที่ประเทศพัฒนาคิด เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เท่าที่เราคัดค้าน ยาออริจินัลบริษัทดังๆ เขาก็จะให้เราแพ้ตลอด แต่การค้านของเรา ทำให้เขาบลิงค์ขึ้นมาสักนิดก็ยังดี (ยิ้ม) แล้วมันจะได้ค่อยๆ ปรับสมองเขาไปเรื่อยๆ

 

บริษัทยามีเข้ามาคุยด้วยไหม

 (พยักหน้า)  ส่วนใหญ่มาคุยว่า มาร่วมมือกันดีกว่า อย่างตอนทำดีดีไอ สตราอูดีน (ยาต้านไวรัสเอชไอวี อีกตัว) เขาบอกว่าขายดีดีไอให้เราราคาถูกก็ได้นะ แต่อย่าเพิ่งทำสตราอูดีน เราก็ตอบไปว่า มันคนละเรื่อง คุณขายร้อยบาท ทั้งๆ ที่ราคาทุนแค่ 2 บาท

 


เจอไม้แข็งๆ จากผู้เสียผลประโยชน์บ้างไหม

 (นิ่งคิดนาน) ไม่มี มีแค่ยื่นจดหมาย แต่จะไม่มีมาข่มขู่ แต่เขาจะไปหาผู้บริหาร ผู้บริหารจะตกใจ แต่ก็ต้องนับว่า ทางผู้บริหารก็โอเค ในองค์การมีหน่วยกฏหมาย ดูการทำสัญญาต่างๆ แต่เรื่องสิทธิบัตรให้แผนกเราดู เวลาจะจดหรือยื่นคัดค้านอะไร ส่งไปให้เซ็น ไม่เห็นเขาพูดอะไรเลย ได้รับความร่วมมือดี ยังเชื่อมั่นอยู่ (หัวเราะ)

 

ยาอะไรที่กินเงินคนไทยไปมากที่สุด

 ยาลดไขมัน ประเทศไทยเสียค่ายาตัวนี้ตัวเดียวปีละ 2,000 ล้านบาท เพราะเป็นยาที่ต้องกินสม่ำเสมอ ราชการใช้สวัสดิการเบิกไปเยอะ จนกรมบัญชีกลางมีปัญหา  ในกลุ่มเดียวกัน ยา generic มีหลายตัว องค์การก็ทำ เม็ดละ 10 กว่าบาท ได้ผลเหมือนกัน แต่หมอไม่ค่อยสั่งไปใช้


 เหตุผลหนึ่งที่หมอสั่งจ่ายแต่ตัวนี้เพราะการตลาด  ส่วนแบ่งหรือเปล่า เราก็ไม่อยากไปว่าเค้า แต่จะมาในรูปให้ทุนวิจัย ดูงาน หรือให้ทางตรง ก็มีแต่คนอื่นบอกว่า ทุกใบเสร็จ จะได้เปอร์เซ็นต์

 

หมายความว่าสู้ในแง่การวิจัยผลิตยังไม่พอ ต้องมาสู้กันในกระบวนการตลาดอีก?

 ใช่ค่ะ สู้เยอะมาก ถ้าไปดูต้นทุนการวิจัยของบริษัทยา งบที่ลงทุนด้านการตลาดเยอะกว่าอาร์แอนด์ดี (วิจัยและพัฒนา) ด้วยซ้ำ เราก็ต้องสู้ทุกทาง บางครั้งโดนล็อคเสปค เราก็ต้องเข้าคุยกับ ผอ.รพ. เพราะจริงๆ แล้ว การลอคเสปค ถือว่าผิดในทางราชการ


 เราก็ต้องไปสู้ เอายาเข้า รพ. บาง รพ. บอกว่ายาตัวนี้ ต้องผ่านการใช้ใน โรงเรียนแพทย์มาแล้วอย่างน้อย 2 ปี บางที่ก็บอกว่าต้องรอผลทางคลีนิค บาง รพ.โดนเราถามจนถึงที่สุด ก็ยังอ้างถูๆ ไถๆ ไปว่า "รู้สึก" ว่ายาเรา (องค์กร) ไม่ได้ผล ใช้คำว่า "รู้สึก" น่ะ...

 

วิจัยกับตลาด ขั้นตอนไหนยากกว่ากัน

 ขั้นตอนหลัง (ตอบทันที) การตลาดยาก เพราะวิจัยยังตรงไปตรงมา เราใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้ แต่การตลาด บางทีทำทุกอย่างแล้วก็ยังไม่พอใจ

 

ทำอาร์แอนด์ดีสำเร็จ แล้วไปล้มเอาตรงการตลาดเยอะหรือไม่

 เยอะค่ะ ถ้าเราทำออกมาสัก 17 ตัว มันจะล้มเหลวอยู่ 5 ตัว แต่อีก10 ก็ so so พอไปได้ แต่ตัวที่เวิร์คจริงๆ ต้องไปประสานกับ สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือไม่ก็เครือข่ายผู้ป่วย ที่มีปัญหาจำเป็นและยังไม่มีใครทำยาตัวนี้


  อย่างผู้ป่วยจิตเวช เขามาปรึกษาว่าเขาเดือดร้อนมาก เพราะยาพื้นฐานมีไซด์เอฟเฟคท์เยอะ กินไปแล้วเป็นมัมมี่ เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือกินแล้วนิ่งซึม ส่วนยาที่ไม่มีเอฟเฟค ราคาแพง คนป่วยต้องซื้อยาแพงกินเองจนเราก็ทำ และน่าจะจำหน่ายได้ในปีนี้ เดิมเม็ดละ 30-40 บาท เราก็คิดว่าน่าจะขายได้ 4-5 บาท (ยิ้ม)

 

พอจะมีช่องทางกระจายยาให้กว้างกว่านี้ได้ไหม

 ผอ.องค์การฯ คนปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการตลาดมาก ไปพบ ผอ.แต่ละ รพ.เองเลย เพื่อไปฟังฟีดแบคว่ามีปัญหาอะไรกับยาองค์การบ้าง ต้องการให้เราทำอะไรบ้าง ปีแรกๆ เขาบอกว่ายาองค์การไม่ค่อยหลากหลาย ยาใหม่ไม่ค่อยมี เรากลับมาลุยเรื่องอาร์แอนด์ดีหนักมาก จนตอนนี้ เรามียาใหม่ๆ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดความดัน ยากลุ่มจิตเวท ยาเอดส์


 ร้านค้าองค์การเองมี 6 แห่งทั่วกทม. ผอ.ก็มีโครงการไปเปิดศูนย์ราชการ และ อาจจะทำเป็นแฟรนไชส์ เพราะต้องยอมรับว่ายาองค์การฯ มาร์จิ้นน้อย ร้านค้าทั่วไป เขาก็ไม่ค่อยอยากหยิบยาองค์การฯ เพราะมาร์จิ้นแค่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยาอื่นๆ ได้เยอะ 30-40 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

 

วกมาถามเรื่องส่วนตัว ทำงานหนักแค่ไหน ก็ต้องดูแลตัวเองตลอดเวลา?

 ทำงานหนัก ขอสวยหน่อย(ยิ้มป มันเป็นอะไรที่เราชุ่มชื่น และมีกำลังใจทำงานเนอะ เรามีความสุขกับงาน ยิ่งพอยาตัวใหม่ๆ ออก ผู้ป่วยแฮปปี้ ช่วยเขาได้ เห็นเค้ามีความสุข เราก็สุข


 อย่างน้อย เดือนหนึ่งครั้ง ต้องไปนอนให้นวดหน้า มันเครียด ไม่ไหวแล้ว (หัวเราะ) นอน ทิ้งหมดทุกอย่าง ปิดมือถือ บางทีเครียดๆ ชอบปิ้งก็หายนะคะ 

 

ใช้เครื่องสำอางค์ขององการณ์ฯ บ้างหรือเปล่าคะ

 (ส่ายหน้า) เพราะสูตรที่ผลิตมาสำหรับอายุ 30-40 เราเลข 5 แล้วก็ต้องใช้สูตรเข้มข้นกว่านี้ แต่ก็บอกน้องๆ นักวิจัยไปแล้วว่าให้ช่วยคิดสูตรหน่อย (ยิ้ม) เลยยังต้องไปพึ่งเคาน์เตอร์แบรนด์ค่ะ

 

ซึ่งก็ราคาค่อนข้างแพงทีเดียว?  

  ยอมรับว่าแพงมาก แต่เขาก็จงใจตั้งราคาให้แพง  จริงๆ ขายสามพันก็ได้ แต่เขาต้องการลูกค้าเจ็ดพัน เครื่องสำอางเป็นอย่างนั้น ต่างกับยา ที่ขอให้ทุกคนเข้าถึงได้ แต่เครื่องสำอางมันอยู่ที่ความพอใจ

..................................................................................

3 คำควรรู้

 ยาต้นตำรับ (original drug) บ้างก็เรียกว่า ยาต้นกำเนิด หรือยาต้นแบบ หมายถึงยาที่บริษัทยาทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมาแล้วนำไปจดสิทธิบัตร ดังนั้น ยาประเภทนี้ส่วนใหญ่จะมีสิทธิบัตรคุ้มครอง โดยมีอายุการคุ้มครองในระยะเวลาหนึ่ง เช่น 15 ปี 17 ปี 20 ปี เป็นต้น ในช่วงที่มีสิทธิบัตรคุ้มครองนั้น ห้ามผู้ใดลอกเลียนแบบโดยผลิตยาชนิดเดียวกันออกมาจำหน่าย เรียกว่าเป็นการ “ผูกขาดตลาดโดยสิทธิบัตร” จะมียกเว้นคือ กรณีที่เป็นการผ่อนปรนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น มาตรการบังคับใช้สิทธิ  มาตรการการนำเข้าซ้อน เป็นต้น

ยาชื่อสามัญ (generic drug) หมายถึงยาที่มีตัวยาสำคัญในการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้นตำรับ โดยมีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย เช่นเดียวกับยาต้นตำรับทุกประการ เพียงแต่ไม่มีสิทธิบัตรคุ้มครอง และมีราคาถูกกว่ายาต้นตำรับหลายเท่า

 การเข้าถึงยา  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Access to medicines ซึ่งมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางมาก เพื่อความเข้าใจง่ายๆ จึงหมายถึง การมียาที่จำเป็นต้องใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ในทางกลับกัน การเข้าไม่ถึงยา หรือ ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ จึงน่าจะหมายถึง ควรจะมียาใช้แต่กลับไม่มี ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุ อาทิ ยามีราคาแพงมาก จนคนทั่วๆ ไปซื้อไม่ไหว รัฐบาลไม่มีงบประมาณพอที่จะจัดหายามาบริการประชาชน เกิดการขาดแคลน เพราะไม่มีการสั่งยาเข้ามาจำหน่าย หรือเพราะบริษัทยาไม่ผลิตยาชนิดนั้นๆ เป็นต้น
..............................................

(หมายเหตุ : ข้อมูลจากเอกสาร FTA ไทย-สหรัฐฯ กับระบบยาในประเทศ โดย รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ และคณะฯ)

คัดลอกบทความนี้จาก

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20100419/110213/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%A3%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B5-%28%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%29-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html


เขียนโดย ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพโดย นัทพล ทิพย์วาทีอมร

 

 

Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top