เร่ร่อน ชีวิตที่ไร้จุดหมายปลายทาง

    คำว่า “ไม่มีอนาคต” ในความรับรู้ของคนทั่วไป อาจหมายถึงผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและไม่มี “อนาคต”ให้ไขว่คว้า แต่สำหรับ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรยิปซีคนนี้ เมื่อมีใครตั้งคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?

{mosimage}



    “ดิฉันเป็นคนไม่มีอนาคต” คือคำตอบที่ตรงและชัดเจนจากปากของเภสัชกรหญิงที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้รับรางวัลยกย่องมากมายจากนานาชาติ ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัยทั่วโลก และได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Reader’s Digest ให้เป็น Asian of the Year 2007 นอกจากนี้ชีวิตของเธอยังเป็นชีวิตที่มีสีสันและทรงคุณค่าจนถูกนำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์เรื่อง Cocktail และยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง A Right to Live –Aidsmedication for Millions ซึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี ค.ศ.2006

 

{mosimage}  

 แต่ไม่ว่ารางวัลอันทรงเกียรติมากมายที่กล่าวมาแล้วจะยิ่งใหญ่เพียงใด สิ่งที่ทรงค่าและยิ่งใหญ่กว่าคือสาระของการทำงานในฐานะ “เภสัชกร” ผู้ผลิตยาเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ และไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเดินทางเร่ร่อนราวกับยิปซีในทวีปแอฟริกาซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายจากสงครามกลางเมือง อีกทั้งเต็มไปด้วยความขาดแคลนนานัปการเป็นเวลา 7 ปีมาแล้ว ล่าสุด ดร.กฤษณาเพิ่งเดินทางไปยังประเทศไลบีเรีย ประเทศเล็กๆทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา เพื่อสานต่อการทำงานที่ถือว่าเป็น “ภารกิจทางใจ”ของตนเองกับทวีปแอฟริกา....

อะไรคือแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตเช่นนี้? ดร.กฤษณากล่าวว่าปลายทางความสำเร็จของชีวิตคนเราไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน แต่ล้วนต้องมีต้นทุนสั่งสมมาก่อน

 

{mosimage}

    “ดิฉันชอบละครบรอดเวย์ที่สร้างจากชีวิตดิฉัน เรื่อง cocktail  ซึ่งหมายถึงยาเอดส์สามตัวผสมกัน  ต้นเรื่องจะเป็นตอนที่คุณยายของดิฉันสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ เป็นภาพเงา มีดิฉันซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กนั่งเล่นอยู่ข้างๆแล้วก็ไปนั่งสวดมนต์ด้วย พอถึงตอนจบ ก็จะมีคุณยายอีก คุณยายก็บอกว่า  never give up อย่าล้มเลิกในสิ่งที่ทำเอาไว้ ดิฉันประทับใจฉากนี้มากคนเรามีที่มาที่ไปต่างกัน การที่เราเป็นคนอย่างนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันต้องมีต้นทุน มีนักข่าวสิงค์โปรมาสัมภาษณ์ดิฉันว่าเธอเริ่มมี compassion –ความเห็นใจในความทุกข์ของคนอื่น ตั้งแต่ออกจากประเทศไทยเหรอ ไม่ใช่ compassion ของฉันเกิดตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใช่พอออกจากประเทศไทยแล้วเกิด ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าฉันแสร้งทำเพื่อต้องการอะไรบางอย่าง”

{mosimage}

    ดร.กฤษณา เป็นชาวเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนราชินี ระดับปริญญาตรีที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ระดับปริญญาโทด้านเภสัชวิเคราะห์จาก  University of Strathclyde และจบปริญญาเอกด้านเภสัชเคมีจาก  University of Bath สหราชอาณาจักร


    “ครอบครัวดิฉัน คุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่เป็นพยาบาล  ทำให้เราเห็นความเจ็บความป่วยมาตั้งแต่เด็กๆ จำได้ตอนเด็กๆดิฉันชอบไปอยู่ที่วัดกับคุณยายซึ่งไปบวชเป็นแม่ชี คือมันก็คงมีที่มาที่ไปว่าทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้  ตอนเด็กๆก็นั่งสวดมนต์ ก็ไม่รู้เรื่องหรอก สวดๆไปอย่างนั้นแหละ อยากอยู่กับคุณยายเท่านั้นเอง เพราะคุณยายเป็นคนใจดี     คุณยายสอนดิฉันเสมอ ทำดีทุกครั้งที่มีโอกาส ทำวันนี้ให้เหมือนวันสุดท้ายของชีวิต ทำอะไรอย่าล้มเลิกนะลูก  ทำให้มันถึงที่สุดนะ จำได้หมดเลยค่ะ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลสูงมากกับชีวิตเรา


    ตอนเด็กๆดิฉันอยู่ที่เกาะสมุย ต่อมาก็มาอยู่โรงเรียนประจำที่โรงเรียนราชินี  ชีวิตก็อยู่ในโรงเรียนเยอะ พอจบจากราชินีก็ไปอยู่เชียงใหม่ คือจากบ้านมาตลอด ที่เลือกไปเรียน ม.ช.ตอนนั้นเพราะอยากออกไปจากกรุงเทพฯ เป็นคนชอบธรรมชาติ สมัยนั้น ม.ช.สวยมากค่ะ ก็มาเรียนที่คณะเภสัชศาสตร์ แต่จริงๆแล้ว ถ้าให้เลือกได้ ดิฉันอยากเป็นคอนดัคเตอร์  เป็นคนชอบดนตรี มันก็เลยมีความขัดแย้งในตัวเองตลอดเวลา  ก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ส่วนดีก็คงมีตรงที่ว่าเรามองเห็นความทุกข์ของคนอื่น จะเซนส์ซิทีฟกับความทุกข์ของคนอื่น โดยเฉพาะของผู้หญิงและเด็ก ทำให้เราเวลาเราพัฒนาสูตรยาขึ้นมา เราเอาใจเราไปใส่ใจเขาว่าถ้าเราเป็นผู้ป่วยเอดส์บ้าง เราจะเป็นยังไง และที่มาของการผลิตยา cocktail ก็เพราะอย่างนี้ เพราะคิดว่าถ้าเราเป็นผู้ป่วยเอสด์บ้าง เราต้องกินยาวันละ 6 เม็ด เช้า 3 เย็น 3 เราจะไหวมั๊ย  ก็เลยคิดยาเป็น 3 สูตรอยู่ในตัวเดียวกัน เป็นประเทศแรกในโลกที่คิดขึ้นมา อันนี้คือความเป็นศิลป์ แต่ความเป็นศิลป์ไม่ดีตรงทีว่าคืออ่อนไหวง่ายไงคะ พอเห็นอะไรมันจะสงสาร อย่างตอนที่เราไปแอฟริกาใหม่ ๆ เพื่อนเขาบอกว่าเธอจะไปแบกรับทุกข์ของคนแอฟริกันเอาไว้ไม่ได้หรอก ทุกข์ของใครก็ทุกข์ของคนนั้น มันคงจริงค่ะ แต่เราสงสารเขาไงคะ  ตรงนี้เป็นส่วนที่ไม่ดี คือเป็นศิลป์มากเกินไป

{mosimage}


    ความเป็นวิทย์มาก มันก็ดีที่เราคิดอะไรต่ออะไรได้ คือสองอย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน บางทีไม่รู้ตรงไหนเป็นตรงไหนนะคะ แต่ถ้าถามว่าให้เลือกเกิดได้ใหม่ อยากเป็นอะไร อยากเป็นคอนดัคเตอร์ค่ะ อยากอยู่กับดนตรีมากกว่าอย่างอื่น”


    หลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอก ดร.กฤษณามาเริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยการรับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หลังจากนั้นจึงลาออกมาทำงานที่สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม     “พอเป็นอาจารย์ได้ 2 ปี มีความรู้สึกว่าฉันก็ช่วยได้แค่นักศึกษาอย่างมากก็ 100-200 คนเอง  อยากทำอะไรให้มันกว้างกว่านั้น ก็เลยมาทำงานที่องค์การเภสัช เพราะรู้ว่าองค์การเภสัชทำยาให้คนทั้งประเทศ เดิมที่องค์การไม่มีสถาบันวิจัย คือดิฉันเรียนจบมาทางเครื่องมือ ผู้อำนวยการในขณะนั้น ท่านก็บอกว่าไปช่วยเซ็ทงานวิจัยขององค์การเภสัชหน่อยสิ ก็เริ่มจากตัวคนเดียวก่อน จนกระทั่งเมื่อดิฉันลาออก สถาบันวิจัยมี 70 กว่าคนภาระหน้าที่ของสถาบันตอนนั้นคือวิจัยยา ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบันหรือสมุนไพร ก่อนหน้านั้นประเทศไทยไม่ได้วิจัยยาขึ้นมาเองเลย หลังจากที่ดิฉันเข้าไปทำ

เราผลิตยาได้ 100 กว่าตัว เช่นยาเบาหวาน ยาความดัน ยาลดคอเลสเตอรอล  ทำให้มียามากขึ้นและถูกลง ตอนทำงานที่องค์การก็มีความสุขค่ะ เพราะดิฉันเป็นคนรักตัวเอง ไม่ชอบหาภาระหรือความทุกข์มาใส่ตัวเอง อะไรที่คิดแล้วทุกข์จะไม่คิด ใครจะว่าจะอะไร ก็เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา  เราก็จะไม่ทุกข์ไงคะ เพราะเป็นคนไม่คิดมาก ถึงมีความสุขอยู่ได้ทุกวันนี้ ถ้าคิดมากมันทำไม่ได้หรอกค่ะ

{mosimage}


ยาที่องค์การผลิต ดิฉันบอกน้องๆไว้เลยว่าถ้าเรามียาของผู้ใหญ่ ต้องมียาของเด็กเสมอ องค์การฯจะเป็นที่เดียวที่มียาของเด็กมากที่สุดในโลกเลย คือเรามองว่าต้องให้เด็กมีสุขภาพดี เพราะเขาเป็นกำลังของประเทศชาติ เรานี่อีกไม่นานก็ตายแล้ว แต่เด็กต้องโต ประเทศชาติต้องอยู่ได้เพราะเด็ก”
ผลงานอันโดดเด่นของ ดร.กฤษณา และทีมงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเอดส์อย่างมากก็คือการพัฒนาสูตรตำรับและศึกษาเภสัชชีวสมบูรณ์ของยาต้านเอดส์ชนิดต่างๆ อาทิ ยาสามัญ AZT ป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดีราคาถูกออกวางขาย ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้เนื่องจากมีราคาถูกกว่ายานำเข้าจากต่างประเทศ 5-20 เท่า นอกจากนี้ ดร.กฤษณายังเป็นผู้คิดค้นและพัฒนายาสูตรผสมรวมเม็ดต้านเอดส์ (GPO-VIR)ให้แก่ผู้ป่วยในประเทศไทยและในประเทศยากจน ซึ่งทำให้ราคายาถูกลงและผู้ป่วยได้รับยาอย่างทั่วถึงมากขึ้นแต่กว่าจะได้รับความสำเร็จ หนทางที่ผ่านก็มีทั้งขวากหนาม และอุปสรรคมากมาย


    “ยาตัวแรกที่ทำคือยา AZT ลดการติดเอสด์จากแม่สู่ลูก สงสารผู้หญิงแล้วก็เด็ก บางคนก็ติดมาจากการซุกซน แต่บางคนก็ติดมาจากสามี แล้วเด็กนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย มันเป็นความไม่ยุติธรรมแรงบันดาลใจที่ทำให้ทำยาเอดส์ก็ดิฉันเพราะไปทะเลาะกับนักการเมืองคนหนึ่ง เขาเป็นคนดีแหละค่ะแต่เขามองว่าถ้าไม่เป็นแบบเขาก็จะเลวหมด เขามองว่าคนเป็นเอดส์เป็นคนเลว  พอพูดอย่างนี้ เราก็ขึ้นทันทีว่าทำไม ผู้หญิงและเด็กเลวหรือ  ผู้หญิงบางคนเขาได้รับเชื้อจากสามี และเด็กก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย เขาก็บอกว่าเขาไปสมาคมกับคนเลว เราจะได้แยกคนเลวกับคนดีออกจากกัน คือพูดอย่างนี้มันไม่ถูกนะคะ  ดิฉันสะเทือนใจมากเวลาได้ยินอย่างนี้  โกรธมาก ก็เลยไปทะเลาะกับเขา นั่งทะเลาะกันอยู่ 3 ชั่วโมงในเรื่องความดี ความเลว คือเราไม่ทำชั่วน่ะ ใช่ แต่เราดีมั๊ยนี่เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราดีจริงหรือเปล่า เวลาเรามองคน  เขาเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร เราต้องดูด้วย เราอย่าไปเหมาว่าเขาเป็นคนเลว ดิฉันว่าไม่มีใครเลวหมดและไม่มีใครดีหมด คนที่แสดงว่าเป็นคนดีนี่น่าสงสัย


    ดิฉันจะตั้งคำถามกับคนในสังคมที่คิดว่าตัวเองดีหรือชอบพูดว่าตัวเองดี ดิฉันจะสงสัยคนเหล่านั้นว่าดีจริงหรือ เพราะว่ามันไม่มีหรอกค่ะ ทุกอย่างมีสองด้าน ในความดีก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ อย่างดิฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนดีทั้งหมด หรือคนที่เลวก็ไม่ได้เลวทั้งหมด เขาต้องมีความดีอะไรบ้าง  แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้มีวันนี้ ถ้าไม่ได้ทะเลาะกับเขาก็จะไม่ได้ทำยาเอดส์ พอเข้าพูดถึงผู้หญิงและเด็กเท่านั้นแหละค่ะ ก็เลยทำยาขึ้นมา จริงๆไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา คือเราก็ไม่ได้เป็นญาติกับผู้ป่วยเอดส์  มีนักข่าวถามเหมือนกันนะคะว่าทำไมต้องต่อสู้เพื่อผู้ป่วยเอดส์ มีเชื้อเอชไอวีเหรอ ก็ถามแปลกๆนะคะ เวลาเราต่อสู้เพื่ออะไร ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นอย่างนั้น มันอาจจะมีบางอย่างที่ทำไมเราถึงต่อสู้ จริงๆก็ต่อสู้เพื่อความไม่ยุติธรรม ซึ่งจริงๆแล้วก็รู้ค่ะว่าไม่มีวันชนะในชีวิตนี้ ความไม่ยุติธรรมมันเกิดขึ้นทั่วไปหมด แต่อย่างน้อยถ้าเรามีส่วนต่อสู้ได้บ้าง เราก็จะทำ


ตอนที่ทำยาก็ไม่มีใครเห็นด้วย เราก็ทำของเราเอง คือความที่ไม่ได้แคร์ตำแหน่ง เงินเดือน เราก็ทำของเราเอง ก็ทำอยู่ตั้ง 6 เดือน ทำคนเดียว ทั้งผลิตเอง วิเคราะห์เอง วิจัยเอง ไม่มีใครทำด้วยเลย เพราะเขามองว่าขั้นตอนการทดลองอาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ แต่ดิฉันก็ต้องทำ เอายามากินเองเพราะต้องพิสูจน์ว่ายาเราคุณภาพทัดเทียมกับยาต่างประเทศหรือเปล่า ก็ต้องกินยาเข้าไปแล้วเจาะเลือดตัวเอง ตอนทดลองทานยา ก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่แพ้มากถึงขนาดเป็นผื่นทั้งตัว ต้องนอนอยู่เตียงนาน 3 วัน 3 คืน ไปทำงานไม่ได้เลย แต่ตอนหลังผิวหนังมันโดนอยู่เรื่อยๆ มันก็จะไม่รู้สึกอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ ก็ยังปกติอยู่ ข้างในอาจจะถูกทำลายหมดแล้วก็ไม่รู้  แต่อะไรมันจะเกิดก็เกิด ดิฉันคิดว่าเราเป็นอะไรคนเดียวแต่เราได้ช่วยคนหลายคน มันก็คุ้มนะ คนเราเกิดมา ช่วยคนได้คนหนึ่งมันก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว ก็ช่วยไปเรื่อยๆ มันก็คงเป็นกิเลสอย่างหนึ่งนะคะ”


    ขณะที่ความสำเร็จในการผลิตยาต้านเอดส์เป็นความหวังอันเรืองรองของผู้ป่วยโรคเอดส์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการขัดผลประโยชน์ของบริษัทยา ทำให้มีเรื่องราวเป็นคดีความต่อเนื่องถึง 4 ปี และส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ยาต้านเอดส์อย่างเต็มประสิทธิภาพได้
“กรณีขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทต่างๆ เวลาคนฟังก็นึกว่าบริษัทยาฟ้องดิฉัน จริงๆไม่ใช่  เราฟ้องเขา เราจะไปถูกฟ้องได้ไงเพราะเราไม่เคยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาใครในปี 1992-1995  ผู้ป่วยเอดส์แค่ 600 คนเท่านั้นที่ได้รับยา เพราะยาที่ใช้ตอนนั้นคือ AZT DDI จากอเมริกา  AZT เม็ดละ 40 บาท พอดิฉันทำออกมาเม็ดละ 8 บาท ยังไม่ค่อยเท่าไร  ยา Zidovudine  ตอนนั้นเม็ดละ 287 บาท เราทำมาก็เหลือเม็ดละ 8 บาท ก็เป็นที่เกลียดชังของบริษัทยาทั่วไปหมด ก็เป็นเรื่องปกตินะคะเพราะเขาต้องรักษาผลประโยชน์ของเขา เราก็ทำตามหน้าที่เราคือช่วยเหลือคนจน มันก็ต่างคนต่างเดิน เป็นเส้นขนานไป

{mosimage}


    ต่อมาก็มีเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะเรื่องสิทธิบัตร คือมีบริษัทหนึ่งที่เขามียา DDI ที่เราต้องใช้คู่กับ AZT  เขาไปจดสิทธิบัตรทั้งๆที่เขาไม่ควรจด และจดไม่ได้ด้วย กรมทรัพย์สินทางปัญญา เขาก็รับจดทั้งๆที่ไม่ควรจด ในขณะที่อีกบริษัทหนึ่งก็จดเหมือนกันแต่ถูกปฏิเสธ มันไม่ชอบมาพากล อันที่สอง คือในคำประกาศโฆษณามันมี Range อยู่ตั้งแต่ 10-100 มิลลิกรัม ถ้าเขียนอย่างนี้หมายความว่าดิฉันก็ทำต่ำกว่า 10 หรือ 150 ได้ เขาก็ไปลบออก ทำให้เราไม่สามารถทำยาได้เลย เราก็เลยฟ้อง โดยให้ผู้ติดเชื้อเอดส์ 11 คนเป็นคนฟ้อง เพราะดิฉันทำงานอยู่องค์การเภสัชไปฟ้องกรมทรัพย์สินฯ หรือบริษัทไม่ได้ เป็นคดีความอยู่ 4 ปี  เราฟ้อง 2 เคส คดีแรกคือ Range 10-100 เขาแพ้ อันที่สองเราฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตร เรื่องยังไม่ถึงศาล เราก็หาพันธมิตรทั่วโลกเพื่อเปิดเผยความเลวของบริษัทนี้ เขาก็กลัวเราจะเอาไปเปิดเผยในศาล ก็ยกเลิกสิทธิบัตรนี้ และบอกว่าขอมอบสิทธิบัตรนี้ให้แก่ประเทศไทย แย่มาก เพราะว่าเขารู้ว่าจะแพ้ไง


    ตอนที่ทำเรามีทนายทั่วโลกหลายประเทศมาช่วย ฝรั่งเศส อเมริกา มาช่วยกันหมดเลย  คือมันต่อสู้คนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ เราก็ได้ข้อมูล insider จากอเมริกาเยอะแยะเลย แล้วก็เตรียมจะไปเปิดเผยในศาลให้มันถึงที่สุด ตอนนั้นผู้ป่วยเป็นผู้ฟ้อง ค่าใช้จ่ายก็ใช้สภาทนาย เพราะเราไม่มีเงินไปจ่ายเขา เขาก็มีน้ำใจมาช่วยเรา สุดท้ายเราชนะคดี ผู้ป่วยตายไป 8 คน เหลือ 3 คนเท่านั้นที่ฟังผลว่าเราชนะคดีเพราะตอนนั้นเขาก็ยังใช้ยาไม่ได้ ตอนนั้นสิทธิบัตรมันจดเป็นยาเม็ดหมด  ดิฉันก็ทำยาผง แต่ยาผงมันมีผลข้างเคียงเยอะมาก คนกินเข้าไปจะอาเจียน แต่เราก็ต้องทนเห็นคนอาเจียนอยู่อย่างนั้นเพราะมันทำไม่ได้
  

 เรื่องคดี DDI นี่ยาวมาก แล้วมันก็มาเชื่อมกับเรื่องซีแอลด้วย ดิฉันเป็นคนแรกที่พยายามจะใช้ซีแอลกับยาตัวนี้ เพราะมันเจ็บใจไงว่าเราก็ใช้ไม่ได้ซักที ก็เลยไปตั้งแคมป์กันหน้ากระทรวง ผู้ป่วยเอดส์ทั้งหมดไปประท้วงกันอยู่หลายวันจนผู้ป่วยเป็นไข้ไปตามๆกัน ตอนนั้นดิฉันก็เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีบิล คลินตัน คลินตันก็ตอบว่าเรายินดีให้สนับสนุนผู้ป่วยเอดส์ไทยได้รับยา แต่ตัวแทนของเขาก็เขียนมาที่กระทรวงพาณิชย์ว่าเธออย่าทำอะไรนะ ถ้าทำก็จะตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า

{mosimage}

    ตอนนั้นดิฉันโดนหนังสือพิมพ์ด่านะคะว่าน่าจะลาออกจากองค์การไปซะ ทำไมทำตัวเป็นอีแอบอยู่ในงานราชการ ไปทำตัวเป็นเอ็นจีโอ ไปเที่ยวต่อสู้ต่างๆ คือมันผิดตรงไหน ผิดอะไรที่ไปต่อสู้ให้คนจน แล้วดิฉันก็ไม่เคยเอาเวลาราชการไปทำ ตอนที่ไปนั่งประท้วงกันนั่นดิฉันลาพักร้อนนะคะ และการที่เราได้ไปสัมผัสผู้ป่วยเอดส์เหล่านี้เราก็เห็นใจและสงสารเขา  บางทีก็เป็นทุกข์ร้อนแทนเขาเวลาถูกคนรังเกียจมากๆ”    ดร.กฤษณา ลาออกจากองค์การเภสัชกรรม ในปี พ.ศ.2544 โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการคือ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม เธอกล่าวว่าเหตุผลที่ลาออกจากราชการในครั้งนั้น มีเพียงเหตุผลเดียวคือ “คำสัญญา”
  

 “มาจากคำสัญญาที่เราให้กับทวีปแอฟริกา เรานี่ไม่ใช่ตัวดิฉันเองนะคะ แต่คือรัฐบาลไทย ที่สัญญาไว้ว่าจะไปช่วยเขาผลิตยาต้านเอดส์ ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันก็เป็นคนเขียนโครงการเองเพราะเป็นคนชอบทวีปนั้นมาก เคยไปแอฟริกาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษ ชอบสัตว์ ชอบธรรมชาติ พอเราทำยาเอดส์ได้ในปี 1995 ก็มองว่าเราน่าจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศยากจนในแอฟริกา ก็เลยเสนอไปที่องค์การอนามัยโลก ภาคพื้นแอฟริกา เขาก็เชิญดิฉันไปคุยว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง พอไปถึง เขาก็บอกว่าช่วยกันเขียนโครงการหน่อยสิ ให้ประเทศไทยถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปสอนเขาผลิตยา ก็เขียนไปที่กระทรวงสาธารณสุขของเรา ทางกระทรวงก็เลยเอาเป็นนโยบาย แล้วก็เอาไปพูดที่ที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกที่เจนีวาว่าประเทศไทยจะช่วยเหลือ 5 ประเทศในทวีปแอฟริกา ก็เป็นที่ชื่นชมมาก แต่พอมาถึงเมืองไทยมันไม่เป็นอย่างนั้นนะคะ ตัวรัฐมนตรีก็คงอยากให้เกิด แต่ตัวองค์กรก็มีปัญหา คือว่าเขาอยากเอายาไปขายมากกว่าไปช่วย ดิฉันก็เสียใจมาก ผิดหวังว่าทำไมแค่นี้เราช่วยเขาไม่ได้ เพราะว่าคนแอฟริกาเขาไม่มีโอกาสจะมาต่อสู้หรือแข่งขันกับเราอยู่แล้ว พอถึงเวลาก็ไม่มีใครไปเลยค่ะ ก็เลยตัดสินใจว่าถึงอยู่ในองค์การฯ ก็ต้องไปคนเดียว เพราะฉะนั้นออกเสียเลยดีกว่า ก็คนเดียวเหมือนกัน แล้วเราก็ไม่มีภาระอะไร งานก็เสร็จแล้ว ที่ต่อสู้มาทั้งหมดก็คือให้ผู้ป่วยได้รับยา โดยเฉพาะแม่และเด็ก ผู้ป่วยเอสด์ทุกคนในประเทศไทยได้รับยาหมดแล้ว  คือถ้าเราทำงานโดยไม่หวังตำแหน่งหรือหวังเงินเดือน แล้วเราจะอยู่ทำไมอีก ก็ทำหมดแล้ว  ก็ไม่ถึงขนาดว่าช่วยแก้ปัญหาทั้งประเทศได้ แต่ที่เราอยากทำ เราได้ทำหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปช่วยที่อื่นบ้าง ก็แค่นั้นเอง

{mosimage}

    สิ่งสำคัญคือมีความรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบคำสัญญานั้น ดิฉันคิดว่าในชีวิตไม่มีอะไรที่จะสำคัญกว่าคำสัญญาที่เราให้กับใคร ถ้าเราให้ เราต้องทำค่ะ ก็เลยลาออกแล้วก็ไปทำ ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะไปทำงานที่ไหน แต่รู้ว่าก็จะไปแอฟริกา”    ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา ดร.กฤษณา ได้ทำงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกสอนบุคลากรของโรงงานในประเทศแทนซาเนีย คองโก และเอธิโอเปีย ในการผลิตยาต้านเอดส์และยารักษาโรคมาเลเรียซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในทวีปแอฟริกาใต้“ประเทศแรกในแอฟริกาที่ดิฉันไปทำงานคือคองโก     อย่างปีแรกที่ออกจากองค์การฯ ไปทำที่คองโก ออกเงินเองทั้งหมดเลยค่ะ พูดตรงๆว่าทำงานมา 20 ปี ไม่มีเงินเหลือเลยสักบาทเดียว  โดยที่บำเหน็จก้อนสุดท้ายก็เอาไปใช้ที่คองโกทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนะคะ เพราะหนึ่ง เราไม่ได้ต้องการอะไรมาก สอง คือที่บ้านเราก็พอจะซัพพอร์ตให้เราได้ ก็ไม่ดีหรอกนะคะที่คิดอย่างนั้น แต่เราก็โชคดีที่เราสามารถตัดสินใจอะไรต่ออะไรได้ด้วยตัวเราเอง ไปถึงคองโก เขาก็ชี้ไป นั่นไง โรงงาน ไม่มีอะไรเลยมีแต่ภูเขาลูกหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง  แล้วสื่อสารกันก็ไม่ได้เพราะเขาพูดฝรั่งเศสกับภาษาท้องถิ่น ก็ต้องวาดรูป อยากกินอะไรก็วาดรูปให้ดู บังเอิญดิฉันเป็นคนชอบวาดรูป สุดท้ายก็วาดแปลนโรงงานช่วยกันกับสถาปนิกที่อเมริกา เจ้าของโรงงานก็เป็นคนเยอรมันซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย  เชื่อไหมคะว่า 3 ปีที่ไปทำงาน กลับมาก็พูดกันแต่ Hello Goodbye  เท่านั้น แต่เรามองว่าถ้าเรามีความจริงใจที่จะช่วย ยังไงเขาก็เข้าใจ  แล้วเขาก็เข้าใจจริงๆ


    โรงงานใช้เวลาสร้าง 3 ปี แล้วก็ไปฝึกคน เภสัชกร เทคนิเชียน ตอนนี้คองโกเขาก็ทำของเขาเองได้  โรงงานที่คองโกทำพร้อมกับแทนซาเนียด้วย เพราะอยู่แถวๆนั้น  พอเราไปแล้ว เราก็เดินทางไปประเทศนั้นประเทศนี้ เดินทางไล่ไปเรื่อยๆ เหมือนยิปซีน่ะค่ะ ส่วนใหญ่จะอยู่แถวทะเลทรายซาฮาร่า แถบประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ทั้งหมดมี 26 ประเทศ ดิฉันก็ไปตั้งแต่ตะวันออก เหนือขึ้นมานิดหนึ่ง ตรงกลางแล้วก็ตะวันตก ทางใต้นิดหนึ่ง ปีนี้เป็นปีที่ 7 แล้วนะคะที่อยู่แอฟริกา แล้วก็กลับมาเมืองไทยสักหน่อย มาทำธุระแล้วก็กลับไปใหม่”    


    ประเทศล่าสุดที่ ดร.กฤษณา เดินทางไปทำงานคือประเทศไลบีเรียซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นบททดสอบความลำบากยากเข็ญครั้งสำคัญทีเดียว
    “ก่อนกลับเมืองไทยคราวนี้ดิฉันไปอยู่ที่ประเทศไลบีเรียตามคำเชิญของประธานาธิบดีของเขา แต่เวลาเขาเชิญเรา เขาไม่มีเงินเลยนะคะ ก็เชิญว่าเธอไปช่วยหน่อย ดิฉันก็ออกเองหมดทุกอย่าง ค่าเดินทาง ที่พัก  รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ 300,000 บาทเราก็ยังออกเอง แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรค่ะเพราะถือว่าแค่นี้เราก็ให้ได้ จริงๆมันอยู่ที่ใจ คือเราพอแล้วมันก็พอ ชีวิตจะเอาอะไรกันนักหนา มันก็แค่นี้ อยู่อีกไม่นานก็ไปๆกันหมดแล้ว เราทำให้คนอื่นมันก็ยังเหลืออยู่ แต่ถ้าทำให้ตัวเองมันก็ไปกับตัวเรา


    ประเทศไลบีเรียอยู่ที่แอฟริกาตะวันตก มีผู้นำเป็นประธานาธิบดีหญิงชื่ออีเลน จอห์นสัน อายุ 70 ปี ความที่รบกันมา 14 ปี มันไม่มีน้ำ ไม่มีไฟในประเทศ ไฟที่ดิฉันใช้คือใช้จากแบ็ตเตอรี่รถยนต์ ก็เอาหลอดไฟมาต่อเอง ก็ใช้ได้วันละ 2 ชั่วโมง เราก็เลือกเฉพาะตอนเย็นที่จะใช้ไฟเพราะจะต้องนั่งเขียนไดอารี่  เพราะดิฉันเป็นคนชอบเขียนไดอารี่ทุกวัน วันละครึ่งขั่วโมง     น้ำ เขาก็ไปเอามาจากแม่น้ำ ห่างไปเป็นกิโล  ถ้าเราใช้น้ำเยอะ คนที่ไปหอบน้ำมาเขาก็หนักนะคะ ก็ได้ใช้น้ำวันละ 20 ลิตร แบ่งใช้เช้า 10 ลิตร เย็น 10 ลิตร  รวมเข้าห้องน้ำด้วย น้ำที่นั่นเป็นสีน้ำตาล เพราะมีแร่เหล็กเยอะ พอโดนตัวเราก็จะคันไปหมดเลย แต่เดิมไม่คิดจะใช้น้ำที่นั่น  แต่ไปอยู่เป็น 10 วัน เราจะไม่ใช้น้ำได้ไง ตอนแรกดิฉันไม่อาบน้ำเลย เวลาจะล้างหน้าก็เอาโซดาล้าง แต่ทีนี้เราจะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ได้ไงคะ เอาโซดาล้างหน้าแล้วก็เอาแฟนต้าล้างเท้า เพราะเราไม่อยากโดนน้ำ พอกลางคืนนอน ความที่มันชื้น และร้อน เท้าก็ติดกันแหง็ก ตอนเช้าต้องแกะออก (หัวเราะ) เพราะมันเหนียว จริงๆแล้วประเทศเขาแม่น้ำเต็มประเทศเลยค่ะ แต่เขาบริหารจัดการไม่ได้ และระบบถูกทำลายหมดในช่วงที่รบกัน มันก็เลยไม่มีทั้งน้ำและไฟ น้ำประปาไม่มี 

แต่เดิมที่ไปครั้งแรกปี 2004  น้ำออกมาเป็นสีน้ำตาลคลั่กเลย ซึ่งมันใช้ไม่ได้เลย มันคันคะเยอเลยนะคะ ทาอะไรก็ไม่หาย ตอนหลังเราก็เอามือไปโดนน้ำเรื่อยๆ ให้มันชิน พอวันสุดท้ายเราสระผมได้เลยกับน้ำนั้น น้ำที่แต่เดิมเราคันมาก มันชินเพราะผิวหนังมันด้าน มันก็ไม่เป็นไรแล้ว     ส่วนอาหารดิฉันเอาไปจากเมืองไทย เป็นปลาสลิดแห้ง หมูทุบแล้วก็ไปให้เขาหุงข้าวให้ คือข้าวเราไม่เอาไปเอง แต่ข้าวที่โน่นมันแย่ยิ่งกว่าข้าวที่นักโทษกิน คือมันเป็นเม็ดใหญ่ๆ แล้วมันฟ่ามๆ และเหม็น ทานครั้งแรกนี่ท้องเสียเลย ส่วนอากาศก็ร้อนมากและชื้นด้วย  ความชื้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เหงื่อเราไหลตลอดเวลา และไม่มีพัดลม เราต้องนอนกางมุ้งเพราะกลัวยุงกัด กลัวจะเป็นมาเลเรีย ในมุ้งมันร้อนมาก เราต้องนั่งพัด ตื่นขึ้นมาทุกชั่วโมงเพื่อมาพัด พัดแล้วนอนต่อ พัดสัก 5 นาทีแล้วก็หลับ โชคดีที่หลับง่าย พอร้อนก็ลุกขึ้นมาพัดอีก ก็ทำอยู่อย่างนั้นจนสว่าง  (หัวเราะ)  บางครั้งเราก็คิดว่าทำไมฉันมาทรมานอะไรอยู่ที่นี่ แต่ เอ๊ะ ทำไมคนเขาอยู่ได้ แล้วทำไมเราอยู่ไม่ได้ มันก็เป็นความคิดว่ากลับไปกลับมาว่าเราจะเลิก แต่สักพักความคิดดีก็กลับมาใหม่ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราต้องทำให้เสร็จ

{mosimage}


    ครั้งสุดท้ายที่ไปประเทศบูรุนดี้ ดิฉันเจอระเบิด เจอจนชินแล้ว เสียงระเบิดเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  ครั้งแรกก็ตกใจนะคะ มีคนโยนระเบิดมาใกล้บ้าน  จริงๆแล้วมันจะปาให้โดนเราแหละ แต่พลาดไปที่สนาม  เราก็โชคดีที่ไม่ตาย ล่าสุด ที่โรงแรม เสียงระเบิดตูม เขารบกันอยู่ข้างโรงแรม คนก็วิ่งกันใหญ่เลยนะ ดิฉันก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ คือไม่รู้จะวิ่งไหนน่ะ วิ่งไปก็เท่านั้นน่ะถ้ามันจะโดนที่เรา ยังไงเราก็ตาย วิ่งให้เหนื่อยทำไม ก็นั่งอยู่อย่างนั้นแหละ อยากตายก็ตายไป (หัวเราะ) แต่จะไม่ตื่นเต้นตามใคร ฝรั่งก็วิ่งกันใหญ่ วิ่งไปวิ่งมา จะวิ่งไปทำไม ดิฉันก็นั่งดูเขาวิ่งกัน ดูสิว่าจะหยุดกี่โมง กว่าจะหยุดก็ทุ่มกว่า ก็นั่งสั่งโค้กมากิน ไม่กลัวค่ะ    ความตายก็คือเราแค่เปลี่ยนบ้านเท่านั้นเอง เราเปลี่ยนจากชีวิตหนึ่งไปอีกชีวิตหนึ่งเท่านั้นเอง ตอนที่ไปคองโกใหม่ๆ ก็วิงวอนต่อพระเจ้าว่าอย่าเพิ่งให้ฉันตายเลยนะ เดี๋ยวทำโรงงานที่คองโกให้เสร็จก่อน ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาก่อน พอคองโกเสร็จ ไปทำที่แทนซาเนีย ก็ขอว่าอย่าเพิ่งตายเลยนะ ทำที่แทนซาเนียเสร็จก่อน (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ก็ตายได้แล้วนะคะ”


    7 ปีในแอฟริกา กับการเดินทางเร่ร่อนไปราวกับยิปซี อาจจะมีความยากลำบากมาทดสอบอยู่ทุกเส้นทาง แต่น่าแปลกที่ความยากลำบากทางกายเป็นคนละเรื่องกับความสุขทางใจ ซึ่ง ดร.กฤษณาได้ค้นพบว่าไม่มีที่แห่งใดในโลกนี้ที่จะสร้างความสุขสงบในใจของเธอได้เท่ากับทวีปแอฟริกา
  

 “ความที่เราจากบ้านมาตั้งแต่เล็ก และไม่มีที่ตรงไหนที่รู้สึกว่าเป็น Home แต่ขณะนี้ Home ของดิฉันคือแอฟริกานะคะ ดิฉันรักที่นั่นและอยากกลับไป จะตื่นเต้นเสมอเวลาจัดของ ดิฉันจะคิดไปถึงวันที่จะเดินทาง  อย่างพรุ่งนี้เดินทาง ดิฉันจะมีความสุขมากและวันที่เดินทางจะไม่ทำอะไรเลย ปกติจะนั่งสมาธิ สวดมนต์เงียบๆ จนกระทั่งถึงเวลาเดินทางเพราะการเดินทางไปแอฟริกาไม่เหมือนการเดินทางไปอเมริกาหรือยุโรป  เครื่องบินอาจจะดีเลย์ อาจจะไม่มา หรือเราอาจจะไปตกเครื่องบินที่ไหน กระเป๋าไม่มา คือมันเกิดได้ทุกอย่าง เหมือนกับเราทำใจให้พร้อมที่จะรับทุกอย่าง อะไรจะมาก็มาได้ ฉันยอมรับทุกอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เดินทางไปแอฟริกา กระเป๋าหายค่ะ ไม่มาเลย  ตอนนั้น 5 วันใส่อยู่ชุดเดียว ครั้งนั้นเรายังไม่ชำนาญการเดินทางในแอฟริกา ตอนนี้เวลาเราส่งกระเป๋าเช็ค อิน เราก็ต้องไม่คิดว่ากระเป๋านี่จะถึง ต้องคิดว่า  ถึงก็ดี ไม่ถึงก็ช่างมัน


ถึงแม้เขาจะรบราฆ่าฟันกัน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อมีการวัดดรรชนีความสุขในโลกนี้ คนแอฟริกันมีความสุขที่สุด ซึ่งดิฉันคิดว่าตั้งแต่ดิฉันไปอยู่แอฟริกา ดิฉันมีความสุขมากกว่าเดิม มันเหมือนกับ...อันนี้คือที่ของเรา จริงๆแล้วประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ที่ของดิฉันก็ได้ ชาติก่อนอาจจะเป็นคนแอฟริกัน และชาติหน้าก็อาจจะไปเกิดอยู่ที่นั่น  เพราะพอลงจากเครื่องบินนี่มันมีความสุขน่ะค่ะ อยากกลับไปที่นั่นอีก อย่างที่เคนยา ตอนนี้กำลังสู้รบกันอย่างหนักเลย แต่เราก็ยังอยากไป แล้วก็ไม่เคยกลัวอะไรเลย ความกลัวนี่มันกลัวจนหายไปแล้ว กลัวตั้งแต่ปีแรกที่ไป ตั้งแต่โดนระเบิด โดนจี้ ตอนหลังมันก็หายไปแล้ว คนเขาก็ไม่ได้ทำร้ายอะไรเรา ทุกคนก็ต้อนรับอย่างดี แล้วก็มีน้ำใจ คนแอฟริกันนี่จนแต่มีน้ำใจนะคะ เอาของมาให้เราแต่ละชิ้น คือเราใช้ไม่ได้สักอย่างแต่ว่ามันเป็นน้ำใจของเขา เอามะม่วงมาให้ถุงใหญ่ๆนี่เป็นมะม่วงเน่าทั้งหมดเลย แต่เขาทานไงคะ  คือมันช้ำเสียจนพอปอกออกมามันเหม็น มันกำลังจะเน่าแต่เขาก็ทาน แล้วก็เอามาให้เราเป็นถุงๆทุกวันเลย แล้วเราก็ทานไม่ได้ ทานก็ต้องท้องเสีย แต่นั่นคือน้ำใจคนไงคะ มันวัดไม่ได้หรอก ดิฉันถึงบอกว่าคนยิ่งจนนี่ ทำไมถึงยิ่งมีน้ำใจอย่างนี้ มันก็ซาบซึ้งแล้วก็มีความสุข ทั้งๆที่ความสบายไม่มีเลย แต่มีความสุขใจ เห็นอะไรนิดหน่อยก็มีความสุข อันนี้เราคงเลียนแบบคนแอฟริกัน เขามีความสุขมาก ดิฉันรักเด็กที่นั่น ตาเขาสวยมาก 

 

บางคนมองว่าคนดำน่ากลัว และสกปรกเพราะผิวเขาดำ แต่ใจเขาไม่ได้สกปรกไปตามผิวนะคะ ใจเขาดี ดิฉันอยากบอกทุกคนว่าคนพวกนี้เขาน่ารัก เด็กๆน่ารักมาก เด็กกำพร้าบางคนหน้าตาสดใสเหมือนไม่มีความขาดแคลนอะไรเลย จิตใจเขาดี ที่เขาฆ่ากันระหว่างเผ่า เพราะคนขาวไปยุให้เขาฆ่ากันเพื่อไปเอาทรัพยากร  เขามีทอง เพชร น้ำมันเยอะแยะ แต่คนก็จนถาวรเพราะคนอื่นไปเอาของเขา แล้วไปยุให้เขารบกัน  เราก็เลยคิดว่าเอ๊ะ ทำไมแค่นี้เขาถึงมีความสุขได้ ทำไมฉันมีไม่ได้  เขาจะชอบเต้นรำ เต้นกันบ่อย ชอบดนตรี ไม่ว่าจะอะไรก็ตามเขาจะเต้นกันตลอด ทำไมเขาทำยังงั้นได้ ถ้าดูหนังเรื่อง Constant Gardener ขนาดถูกทหารจากทางเหนือไล่ยิง เขายังเต้นกันอยู่เลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ต้องหาคำตอบว่าทำไมเขาหาความสุขกันง่ายจัง ทำไมเราหาไม่ได้ เขาไม่มีอะไรสักอย่าง ไม่มีบ้านด้วยซ้ำไป บางทีมันเป็นปรัชญาชีวิตอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ”ในยามที่ชีวิตเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ สิ่งที ดร.กฤษณายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอมา คือธรรมะ โดยยึดมั่นคำสอนของท่านพุทธทาส ภิกขุ ที่ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”

“ดิฉันไปสวนโมกข์ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อก็นับถือท่านพุทธทาส เราก็ฟังมาตั้งแต่เด็ก การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ตอนนั้นไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันฝังอยู่ในใจ และตอนเด็กๆก็ทำตามคุณยาย คุณยายนั่งสมาธิเราก็นั่งบ้าง คือไม่ได้เคร่งอะไร แต่พอนั่งแล้วมันสงบ    จริงๆธรรมะก็คือธรรมชาติ ถ้าเราไม่โลภ มันก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งแล้ว  กิเลสเราน้อย มันก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งเหมือนกันนะคะ การทำงาน การปฏิบัติธรรมก็เป็นธรรมะอีกอย่างหนึ่ง ธรรมะก็ใช้ได้ตลอดเวลานะคะ เราไม่ทุกข์ เราไม่โกรธ เราให้อภัย มันเป็นธรรมะ และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็น positive thinking เวลาคิดอะไร อย่าคิดไปในทางลบ ถ้าเราคิดทางลบมันเหมือนกันเอาเหล็กไปแช่ในสนิม  แต่ถ้าเราคิดทางบวก มันเหมือนกับเอาสนิมออกจากเหล็ก เวลาคิดอะไรดิฉันจะคิดทางบวก ไม่มองปัญหาแต่จะมองเป้าหมายว่าเราไปทำอะไร ปัญหามันเกิดขึ้นตลอด เกิดกับทุกคน ใครไม่มีปัญหาล่ะคะ


ตอนที่ดิฉันไปแอฟริกาใหม่ๆ ทุกคนบอกว่าจะไปทำไม ทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้มันก็คงทำไม่ได้จริงๆนะคะ แต่ว่าเราลองสิคะให้มันรู้ไป  แต่ละที่ที่ดิฉันไปทำ ดิฉันอยากลองให้ถึงที่สุด  ดูสิว่าที่สุดมันจะเป็นยังไง มันจะได้หรือไม่ได้ ดิฉันเฉยๆ แต่วิธีการที่จะไปถึงจุดนั้นมันมีความหมายค่ะ มันจะเป็นบวกเป็นลบ ไม่เป็นไร เราได้ทำแล้วไงคะ ทำไม่ได้ก็ไม่ได้  ถึงจุดๆหนึ่งเราก็ต้องยอมแพ้  แต่อย่างคองโกที่ว่ายากที่สุด ที่มันรบกันตลอดเวลา มีสงครามกลางเมือง ก็ยังทำได้ แล้วทำไมที่อื่นจะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอให้มี  positive thinking ขอให้คิดถึงเป้าหมาย อย่าคิดถึงอุปสรรค อุปสรรคมันมี แต่เรามองแค่ 1 เมตรข้างหน้าเรา อย่าไปมองให้มันไกลนัก ความสำเร็จก็ซอยเป็นตอนๆ เราจะได้รู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จบ้างนะ คือถ้าไปถึงขั้นสุดท้ายว่าฉันจะต้องทำยาเอดส์ให้คนแอฟริกันได้ใช้เป็นล้านๆคน มันไม่ถึงหรอก แต่ถ้าเรามองว่าวันนี้ฉันจะต้องวาดแปลนโรงงานให้เสร็จ มันเสร็จได้ไง ทำไมเราต้องตั้งเป้าไว้ไกล คือดิฉันมองอย่างนี้ตลอด เราทำอย่างนี้ ฝึกมาตลอด จริงๆมันก็คือธรรมะ ปฏิบัติธรรมะในการใช้ชีวิต“

 {mosimage}

    กับความสำเร็จในวันนี้ ดร.กฤษณากล่าวว่าเป็นเพียงฉากหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป แต่สิ่งสำคัญคือ “การทำดีเมื่อมีโอกาส” จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนเข้าใกล้ความสำเร็จได้        “ทุกอย่างไม่ได้เพิ่งเกิด เวลาความสำเร็จให้ดูตั้งแต่ต้นตอเขา อย่ามาดูตอนปลายที่เขาทำสำเร็จแล้ว เด็กๆเขาอยากเอาดิฉันเป็น Role Model   หรือว่าอยากประสบความสำเร็จ เขาจะมองตอนจบตอนที่เราได้รางวัลมากมาย เขาไม่มองตอนที่เราต่อสู้เพื่อให้ได้มา ไม่ใช่อยู่ดีๆก็จะได้มานะคะ   ถ้าเรามีโอกาสทำดี ช่วยเหลือคน ก็ควรจะใช้โอกาสนั้น เราอย่าปล่อยโอกาสไป  ดิฉันมองว่าการที่เภสัชกรมานั่งแข่งขันกันระหว่างบริษัท รบราฆ่าฟันกัน มันเพื่ออะไรล่ะคะ  เราเป็นเภสัชกร เรามีหน้าที่ทำยาเพื่อช่วยให้คนไข้หายจากการไข้ แค่นั้นเอง ถ้าเราคิดถึงหน้าที่เรา เราจะไม่สู้รบแย่งชิงผลประโยชน์อะไรต่อกัน ถึงแม้จะเป็นบริษัทข้ามชาติหรือท้องถิ่น ทุกคนทำงานเพื่อจะทำยารักษาคนป่วยหรือเปล่า จริงๆเราต้องการอย่างนั้นมั๊ยเพราะฉะนั้นถ้าเรามีโอกาส เราต้องใช้โอกาสนั้นก่อนที่จะสายไปแล้วบอกว่าฉันน่าจะทำดีกว่านี้

    {mosimage}

 

อย่างที่บอกแต่ต้นว่านักข่าวสิงคโปรถามว่า compassion ของคุณ เริ่มยังไง จริงๆแล้วความหมายของ compassion  ของดิฉัน คือเราไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ไม่ใช่เราทำเพื่อหวังเกียรติยศหรือรางวัล  ขอโทษนะคะ ไม่เคยต้องการรางวัลอะไรเลย ไม่เห็นมีความหมายอะไรเลย มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป ถึงเราจะรับรางวัลแค่ไหน  เราก็ยังเหมือนเดิม ดิฉันไม่เคยแคร์คนที่เงินเดือน ที่ตำแหน่ง ที่ความร่ำรวยของเขาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว  ดิฉันไม่เคยไปรับปริญญาเลย ตรี โท เอก ไม่เคยไปรับสักใบ ส่งทางไปรษณีย์หมดเลย เพราะไม่ได้เห็นคุณค่าว่าปริญญามีความหมายอะไร ปริญญาจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราทำงานให้เห็นเท่านั้นเอง

 

{mosimage} 

เส้นทางเดินต่อไปของ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ต่อจากนี้ไปคือประเทศไลบีเรียและบูรุนดี้ ที่ซึ่ง “เภสัชกรยิปซี”ท่านนี้จะได้ใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และขยายขอบเขตแห่งความดีงามออกไปเหนือขีดคั่นของเชื้อชาติ ผิวพรรณ ชนชั้นวรรณะ โดยไม่ใยดีว่า “อนาคต”ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
“เวลาใครถามว่าอนาคตของอาจารย์คืออะไร ดิฉันไม่ได้แกล้งตอบนะคะ  ดิฉันบอกว่าดิฉันไม่มีอนาคต  เพราะอนาคตก็คือปัจจุบัน เราทำอะไรอยู่ เราก็ต้องได้อันนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นเราก็มองอนาคตของเราได้  อนาคตของดิฉันก็คงเร่ร่อนอยู่อย่างนี้ เร่ร่อนต่อไปในแอฟริกา”

{mosimage} 

                                               
สัมภาษณ์พิเศษ
สัมภาษณ์โดย พิชามญชุ์ ชัยดรุณ

นิตรสารสกุลไทย ฉบับเดือน กรกฏาคม 2008 

 

Swan & Dragon - Nantida

Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top