เภสัชกรยิปซี' กับ 'แนวคิด..ที่น่าคิด'

สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และน่าจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ด้านสาธารณสุขของไทยที่ขมุกขมัวจากปัญหาไข้หวัด ใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดหนักได้ระดับหนึ่ง สำหรับการที่คนไทย-บุคลากรด้านสาธารณสุขเลือดไทยได้รับการคัดเลือกให้เป็น ผู้ได้รับ “รางวัลแมกไซไซ” สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี 2009 นี้
  
คนไทยคนนี้คือ “ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์”
  
อีกผู้หนึ่งซึ่งมีแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ
  
รางวัลแมกไซไซ หรือ “รางวัลรามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award)” นั้น ว่ากันว่าเปรียบเสมือน “รางวัลโนเบลของกลุ่มประเทศเอเชีย” โดยรางวัลนี้กำเนิดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานา ธิบดีคนที่ 3 ของประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ซึ่งประชาชนของประเทศฟิลิปปินส์ยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ จากการที่เป็นผู้จัดตั้งขบวนการใต้ดินต่อสู้กับกองทหารญี่ปุ่นในสมัยสงคราม โลกครั้งที่ 2 เป็นหัวหน้าขบวนการเรียกร้องเอกราชของชาติ และที่สำคัญคือเป็นผู้ที่ให้ความสนใจ-ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ   ผู้ยากไร้

ทั้งนี้ ทางมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ได้มอบเงินงบประมาณราว 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อตั้งมูลนิธิรางวัลแมกไซไซในเดือน พ.ค. ปี ค.ศ. 1957 ภายหลังนายรามอนเสียชีวิตในเดือน มี.ค.ปีเดียวกัน อันเนื่องจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ซึ่งทางมูลนิธิรางวัลแมกไซไซมีการดำเนินการประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลให้ กับบุคคลที่อยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งมีบทบาท-มีการทำงานในทางสร้างสรรค์ ใน 6 สาขา
   
กล่าวคือ... 1.สาขาบริการภาครัฐ 2.สาขาบริการสาธารณะ 3.สาขาผู้นำชุมชน 4.สาขาวารสารศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ 5.สาขาสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ และ 6.สาขาผู้นำในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญสดุดีและเงินรางวัลประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีพิธีมอบที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในวันที่ 31 ส.ค. วันคล้ายวันเกิดแมกไซไซ
   
สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมามีบุคคลสำคัญ สถาบัน-โครงการ ได้รับรางวัลแมกไซไซแล้วกว่า 20 รางวัล และล่าสุดในปี ค.ศ. 2009 นี้ ก็คือ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ กับสาขาบริการสาธารณะ ซึ่งประวัติโดยย่อของ ดร.กฤษณานั้นได้มีการเผยแพร่ไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี กับชีวิตบุคคลผู้นี้ก็ยังมีข้อมูลลึก ๆ ที่น่าสนใจอีกบางส่วน
   
“เพราะประเทศไทยไปประกาศในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก เมื่อ พ.ศ. 2545 ว่าเราจะไปช่วยเขา แต่นักการเมืองซีกรัฐบาลที่เกี่ยว ข้องตอนนั้นประกาศเสร็จแล้วก็แล้วไป กลายเป็นสัญญาปากเปล่า ทีนี้  คนแอฟริกันที่รู้จักกันเขาก็ถามว่าเมื่อไหร่จะไปสักที ก็รู้สึกอายแทนเมืองไทย ก็เลยลาออกดีกว่า แล้วก็ไปช่วยเขาเอง” ...ดร.กฤษณาเคยให้สัมภาษณ์    เดลินิวส์ไว้เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2551 ซึ่งคำว่า “ช่วย” นั้นหมายถึงโครงการ     “ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์” และ “เขา” หมายถึง “คนที่ทวีปแอฟริกา” ซึ่ง ดร.กฤษณาเป็นผู้เขียนโครงการ ขณะที่ตำแหน่งที่ลาออกคือผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม
   
นี่เป็นจุดเริ่มต้นจนเป็นที่มาของฉายา “เภสัชกรยิปซี”
   
ก่อนจะได้รับรางวัล “แมกไซไซ” นั้น ในปี พ.ศ. 2547 ดร. กฤษณาเคยได้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์โลก” จากเล็ทเทน ฟาวน์เดชั่น ประเทศนอร์เวย์ และในปี 2551 นิตยสารรีดเดอร์สไดเจสต์ก็ยกย่องให้เป็น  “บุคคลแห่งปีของเอเชีย” ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์อีกหลายใบ อีกทั้งชีวิตการทำงานยังได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเอดส์ ความยาว 45 นาที ซึ่งได้รับรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และเรื่องราวชีวิตยังถูกนำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์ด้วย
   
ดร.กฤษณาเคยให้สัมภาษณ์ว่า... จริง ๆ แล้วชอบด้านศิลปะ ดนตรี แต่งกลอน เขียนหนังสือ อยากเป็นวาทยกร อยากเป็นคนคุมวงดนตรี แต่เพราะพ่อแม่เป็นหมอเป็นพยาบาล ชีวิตก็เลยเดินเข้าสู่เส้นทางสาธารณสุข เป็นเภสัชกร และที่จริงเกือบจะเป็นหมอ แต่คะแนนสอบคณะแพทยศาสตร์ขาดไป 1 คะแนน ซึ่งเจ้าตัวบอกถึง “แนวคิดการใช้ชีวิตให้เป็นสุข” ว่า... “เมื่อเราไม่ได้เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น เราก็ต้องชอบสิ่งที่เรามีอยู่ ต้องทำให้ดีที่สุด” ซึ่งด้วยวัยแค่ 37 ปี บุคคลผู้นี้ก็มีตำแหน่งเป็น ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม
   
และเมื่อตัดสินใจทิ้งตำแหน่ง คองโกคือประเทศแรกที่เข้าไปช่วยเหลือเรื่องเอดส์ ซึ่งที่สุดก็ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ในคองโกได้สำเร็จ รวมถึงตระเวนไปทำเรื่องยาเอดส์-ยาอื่น ๆ เช่น ยามาลาเรีย ในอีกหลายประเทศ
   
“อยู่ที่คองโก 3 ปี ตรงนั้นรบกันตลอด เรื่องความปลอดภัยไม่มี” “เราก็ไม่รู้ว่าใครจะยิงเราเมื่อไหร่” “มันอันตรายมาก” “เรียกว่าตื่นเต้นจนไม่ตื่นเต้น” ...ดร.กฤษณาเล่าไว้
   
ถามว่าทำไมต้องแอฟริกา ? ดร.กฤษณาบอกไว้ว่า... “เพราะคิดว่าในไทยมีการทำเรื่องนี้สำเร็จแล้ว แต่ที่นั่นยังไม่มี” ถามว่าทำไมทิ้งอนาคตการงาน-การเงินที่มั่นคง ? ดร.กฤษณาบอก “แนวคิดพอเพียง” ไว้ว่า...    “เพราะไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง กับเงินเดือน อีกอย่างมันอยู่ที่ใจ ถ้าคิดว่าพอ เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้อะไรมากมาย” และแม้จะไปตระเวนช่วยคนในดินแดนกาฬทวีปอยู่นานจนได้ฉายา “เภสัชกรยิปซี” แต่ก็ใช่ว่า ดร.กฤษณาจะไม่สนใจเมืองไทยในยุคคนไทยขัดแย้งแบ่งสีเพราะการเมือง และก็มี “แนวคิดน่าคิด” ว่า.....
   
“เรื่องการเมือง เราเป็นประชาชนก็อย่าไปอินกับสถานการณ์การเมืองมากนัก อย่าเอามาเป็นทุกข์ เพราะเราทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ทำหน้าที่แค่เป็นประชาชนที่ดีก็พอแล้ว !!!”.

ขอบพระคุณข้อมุลจาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=8102&categoryID=23
 

 

Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top