Book review จากแฟนคลับเภสัชกรยิปซี

วันนี้เวบมาสเตอร์ www.krisana.org ท่องเวบ ไปเจอเวบไซด์หนึ่ง เขียนวิจารณ์หนังสือเภสัชกรยิปซี ทางเวบมาสเตอร์ได้เขียนอีเมลไปขออนุญาตินำบทความของเวบนี้มาโพสที่ www.krisana.org  ณ.ที่แห่งนี้

บทความนี้เป็นอีกมุมมองหนึ่งของคนไทยคนหนึ่งที่มีแด่ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ครับ เภสัชกรสำหรับคนทุกข์ยาก
เขียนโดย บล็อคเกอร์พอล หรือ www.plin.bloggang.com

 

หมายเหตุ... เวบมาสเตอร์ นำ book review มาโพส ณ.ที่นี่ ไม่มีวัตถุประสงค์จะเชิญชวนเพื่อการซื้อหรือจำหน่ายหนังสือของอาจารย์กฤษณา ใดๆๆทั้งสิ้น ข้าพเจ้านำมาโพสเพียงเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิง สำหรับเพื่อ การศึกษาค้นคว้าเท่านั้น
ข้อคิดเห็นในบทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของนักอ่านคนหนึ่งเท่านั้น

เภสัชกรยิปซี

 





A LIFE-SAVING JOURNEY
ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
เภสัชกรยิปซี
ชีวิตจริงสุดเข้มข้นของเภสัชกรไทย ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
และยังถูกนำไปสร้างเป็นละครบรอดเวย์




เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้ว่าโรค AIDS ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ HIV จะไม่มีวันหาย แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไร้ทางเยียวยากันเสียเลย ทั้งนี้ คุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ติดเชื้อ HIV นั้น สามารถกลับมาอยู่ในระดับดี ใกล้เคียงกับปกติได้ ด้วยยาต้านไวรัส (antiretroviral) เพียงแต่ว่าผู้ป่วยจะต้องใช้ยาดังกล่าวนั้นไปตลอด และมีวินัยอย่างสูง เพื่อกดให้ไวรัสในเลือดมีระดับต่ำที่สุดจนตรวจจับไม่ได้ การขาดยาเพียงไม่กี่ครั้งทำให้ไวรัสเกิดการดื้อยา นำไปสู่ความล้มเหลวในการรักษาได้

ปัญหาคือ ยาต้านไวรัสมีราคาแพงมาก และในการรักษานั้น ก็ไม่ได้ใช้ยาเพียงชนิดเดียวด้วย แต่จะให้ยาเป็นลักษณะสูตรผสมของยาต้านไวรัส โดยทั่วไปให้ยาต้านไวรัสสามชนิด (หรือมากกว่า) ร่วมกัน เรียกว่า Highly Active Anti-Retroviral Therapy (HAART) หรือเรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษว่า Cocktail

เฉพาะค่ายาดังกล่าวนั้นอาจจะมีราคาสูงถึง 10,000 – 30,000 บาท ต่อคนต่อเดือนเลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นกับสูตรยาที่เลือกใช้ด้วย

คำถามว่า ทำไมยาจึงแพงนั้น แล้วแต่มุมมอง ในด้านผู้ผลิตนั้น จะอ้างว่า มีค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาแต่ละตัวสูง และยาหลายตัวเมื่อพัฒนามาแล้ว ไม่สามารถออกจำหน่ายได้เช่น มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย (แต่เสียค่าวิจัยไปแล้ว) ราคายาจึงรวมเอาค่าความเสี่ยงต่าง ๆ (ต่อบริษัท) ตรงนี้ไว้ด้วย เพื่อให้บริษัทมีกำไร เป็นทุนในการพัฒนายาใหม่ ๆ ต่อไป แต่ข้ออ้างดังกล่าวก็ถูกแย้งว่า ต้นทุนที่แท้จริง อาจจะไม่ได้สูงดังที่ได้มีการกล่าวอ้างไว้ และน่าจะเป็นการค้ากำไรเกินควร

มีการต่อสู้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสมาโดยตลอด เช่น การต่อรองให้บริษัทยาลดราคาขายลง การเลือกซื้อยาสามัญ (Generic drug หรือ บางคนเรียกว่ายาเลียนแบบ แต่ว่า... ไม่ใช่ยาปลอม) ซึ่งมีสารเคมีหลักในเม็ดยาเป็นชนิดเดียวกัน จากบริษัทอื่นแทน ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเพื่อผลิตยาเอง

วิธีการต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก มีขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฏหมายระหว่างประเทศอยู่ เกี่ยวเนื่องกับหลายองค์กร เช่น Médecins Sans Frontières (แพทย์ไร้พรมแดน) WTO (องค์การการค้าโลก) อีกทั้งยังมีข้อคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในประเด็นต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ การผูกขาดทางการค้า และ สิทธิมนุษยชน



เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นที่ทราบกันมากนักในสังคมไทย จนกระทั่งมีการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า compulsory license (CL) ต่อยาต้านไวรัส นั่นคือ รัฐเลือกที่จะผลิตยาเอง หรือไม่ก็ซื้อยาสามัญราคาถูกจากบริษัทอื่น แทนที่จะซื้อยาจากบริษัทที่มีลิขสิทธิ์ (แต่แพง) ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ ทำให้ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ถูกพูดถึง และถกเถียงกันมากในวงกว้าง

ฝ่ายที่ต่อต้านการประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ CL ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อตอบโต้ โดยเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550 USA For Innovation (www.usaforinnovation.org) ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์ จัดแคมเปญเผยแพร่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกาโดยประเทศไทย มีการสร้าง websites ชื่อ ThaiMyths.com และ ThaiLies.com เพื่อโจมตี และยังซื้อพื้นที่โฆษณาใน Bangkok Post และ The Nation ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550 อีกด้วย

โดยประเด็นหนึ่งซึ่งได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี (กล่าวหา) ก็คือ ยาต้านไวรัสสูตรผสมยาสามตัวชื่อ GPO-VIR (อ่านว่า จีพีโอเวียร์) ซึ่งองค์การเภสัชกรรม (GPO = Government Pharmaceutical Organisation คือ องค์การเภสัชกรรม) ได้ผลิตขึ้นมาเอง ในทำนองที่ว่า นี่คือตัวอย่างของการผลิตยาสูตรผสมเองโดยไม่ใช้ยาจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ (ซึ่งเป็นยาแยกเม็ด) ทำให้คนไทยใข้ยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาโรค AIDS ในที่สุด

ซึ่งที่จริงแล้วเป็นการเบี่ยงประเด็น เพราะ GPO-VIR ไม่ใช่ตัวอย่างของการทำ CL (หลักการ และ ข้อกำหนดในการทำ CL จะไม่พูดถึงในบทความนี้ และรายละเอียดว่าทำไม GPO-VIR จึงถูกผลิตได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตรยา ก็จะไม่อธิบาย ณ ที่นี้เช่นกัน)

ประเด็น GPO-VIR ที่ถูกโจมตีมานี้ ได้ถูกตอบโต้โดยองค์กรเอกชน องค์การเภสัชกรรม พร้อมทั้งข้อมูลทางการแพทย์มากมายที่ยืนยันประสิทธิภาพของยา (ซึ่ง websites เฉพาะกิจดังกล่าวได้ปิดตัวลงไปหมดแล้วในปัจจุบัน)



ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ชื่อของ เภสัชกร ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม ก็เริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันในประเทศไทยมากขึ้น เช่น บทสัมภาษณ์ใน คู่สร้างคู่สม ฉบับ ประจำเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (ปีที่ 28 ฉบับที่ 565) และ ออกรายการ จับเข่าคุย กับ สรยุทธ สุทัศนจินดา เมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (และหลังจากนี้อีกหลายรายการ)

ทั้งนี้ ดร. กฤษณา เป็น ผู้พัฒนาเทคโนโยลีการผลิตยาต้านไวรัส ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถผลิตยาชื่อสามัญ (generic) ของยา Zidovudine (AZT) ได้ในปี พ.ศ. 2538 และยังเป็นผู้พัฒนายาสูตรผสม โดยรวมยา stavudine (d4T), lamivudine (3TC),และ nevirapine (NVP) เข้าไว้ในเม็ดเดียวกัน (หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า GPO-VIR นั่นเอง) ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2545 สูตรยา GPO-VIR นี้มีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพียง 1,200 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น (ซึ่งลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นสิบเท่า เมื่อเทียบกับในอดีต)

น่าแปลกตรงที่ว่า ทั้ง ๆ ที่ ดร. กฤษณา เป็นที่รู้จักกันในระดับนานาชาติอยู่แล้ว มีสื่อต่าง ๆ ในต่างประเทศให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฯลฯ และได้รับรางวัลจากสถาบันต่าง ๆ มากมาย แต่กลับไม่ค่อยมีใครในประเทศไทยรู้จักกันก่อนหน้าเหตุการณ์นั้น



หนังสือเรื่อง เภสัชกรยิปซี โดย เภสัชกร ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์ นี้เป็นข้อเขียนลักษณะแบบไดอารี่ โดยในเล่มนี้ ดร. กฤษณา จะเขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา ในช่วงปี พ.ศ. 2545 – 2548

ทั้งนี้ ดร. กฤษณา ได้ท้าวความว่า สถานการณ์โรคเอดส์ในทวีปแอฟริกานั้น มีความรุนแรงมาก และอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขท่านหนึ่ง (ไม่ทราบว่าท่านไหน ในหนังสือไม่ได้บอก) ได้เคยกล่าวในที่ประชุมขององค์การอนามัยโลกว่า ประเทศไทยยินดีจะช่วยเหลือ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวี ให้กับ 5 ประเทศในทวีปแอฟริกา (ไนจีเรีย แคเมอรูน กานา ซิมบับเว และ ยูกานดา) ซึ่งเป็นเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม แต่ดูเหมือนว่าโครงการที่ว่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะหลายคนเห็นว่า ประเทศไทยควรจะส่งยาไปขายให้กับประเทศในแอฟริกา มากกว่าที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับประเทศเหล่านั้น

แต่ ดร. กฤษณา คิดว่า สอนให้คนจับปลาเป็นดีกว่า เอาปลาไปให้เขา การให้เขาพึ่งตัวเองได้น่าจะมีประโยชน์มากกว่า

ยา stavudine (d4T), lamivudine (3TC) และ nevirapine (NVP) นั้นเป็นลิขสิทธิ์ของคนละบริษัทกัน บริษัทยาข้ามชาติเหล่านั้นจึงไม่ได้คิดนำเอายาดังกล่าวมาผสมรวมไว้ในเม็ดเดียวกัน แต่ทว่า ตัวยาต้านไวรัสทั้งสามนั้น ไม่มีสิทธิบัตรในประเทศไทย ทางกลุ่มวิจัยของ ดร. กฤษณา จึงพัฒนาการผลิตยาสามัญ (generic) ของยาทั้งสามตัว และ คิดที่จะรวมยาดังกล่าวเข้าไว้ในเม็ดเดียวกันด้วย ในที่สุดยา GPO-VIR ซึ่งเป็นยาผสมของยาต้านไวรัสสามตัว ก็สำเร็จได้ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งราคาถูกกว่ายาของต่างประเทศมาก

ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2545 ดร. กฤษณา ได้ขอลาออกจากองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นไปได้ว่า เหตุผลน่าจะมีมากกว่าหนึ่งข้อ เช่น การถูกกดดันจากผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข และ บริษัทยา เพราะการที่องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านไวรัสได้เองนั้น ทำให้ต้องลดปริมาณการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ แต่เหตุผลหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ก็คือ เพื่อที่จะได้ไปช่วยเหลือทวีปแอฟริกาอย่างเต็มตัว

ข่าวความสำเร็จในการพัฒนายาต้านไวรัสราคาถูกและ ยังเป็นสูตรยาแบบ Highly Active Anti-Retroviral Therapy (HAART) ในหนึ่งเม็ดอีกด้วยนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากในสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อในประเทศเยอรมนี ในตอนนั้น มีชาวเยอรมนีผู้หนึ่ง เป็นเจ้าของบริษัทยาชื่อ Pharmakina (ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาควินิน ที่ใช้รักษามาลาเรีย ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีฐานการผลิตอยู่ที่เมือง Bukavu ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทวีปแอฟริกา) ได้อ่านพบบทความเกี่ยวกับ ดร. กฤษณา และ ยา GPO-VIR ก็มีความคิดที่จะผลิตยาต้านไวรัสราคาถูกบ้าง เพื่อช่วยเหลือพนักงานของบริษัทที่เป็นเอดส์ และชาวบ้านทั่วไปในเมือง Bukavu ให้เข้าถึงยาต้านไวรัสได้มากขึ้น

ประมาณเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2545 ดร. กฤษณา ได้รับการติดต่อจากเจ้าของบริษัท Pharamakina ให้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีให้ โดย ดร. กฤษณา รับปากตกลง เพราะเห็นว่าเป็นโครงการมนุษยธรรม ไม่มีธุรกิจ หรือ การจำหน่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง



ดังนั้นเมือง Bukavu ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จึงเป็นประเทศแรกในแอฟริกา ที่ ดร. กฤษณา ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มตัว โดยที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า บริเวณนั้นเป็นจุดที่มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติสูง เคยเกิดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างอันตราย

และในระหว่างนี้นี่เอง ดร. กฤษณา ต้องเดินทางไปหลายประเทศมาก ทั้งภายในทวีปแอฟริกา ประเทศอื่น ๆ และกลับมาประเทศไทย เพื่อ ติดต่อหาเคมีภัณฑ์ วัตถุดิบต่าง ๆ ในการผลิตยา บรรยายวิชาการในประเทศต่าง ๆ และหา “แนวร่วม” ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับการ “เร่ร่อน” ไปยังที่ต่าง ๆ

จึงเป็นที่มาของคำว่า เภสัชกรยิปซี

ทุกอย่างไม่ได้ง่ายดาย หรือ สวยงามราวกับ โรยด้วยกลีบกุหลาบ การช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตครั้งนี้ก็เช่นกัน แรกทีเดียว เนื่องจาก Pharmakina เป็นบริษัทผลิตยาควินิน การจะผลิตยาต้านไวรัสจึงต้องพัฒนาและปรับปรุงอุปกรณ์พื้นฐานหลาย ๆ อย่างขึ้นใหม่ทั้งหมด รวมถึงการสร้างอาคารโรงงานใหม่อีกด้วย และในระหว่างนี้ ยังต้องมีปัญหาเผชิญหน้ากับหลายฝ่ายที่ไม่ต้องการให้โครงการนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นอีกด้วย เช่น การขัดขวางการจัดหาวัตถุดิบในการผลิต การทำให้การติดต่อกับฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า แม้แต่การขโมย หรือ ทำให้อุปกรณ์บางอย่างเสียหายจนใช้การไม่ได้

ดร. กฤษณา ใช้เวลาประมาณสามปี ในที่สุด ก็ช่วยบริษัท Pharmakina ซึ่งตั้งอยู่กลางป่าในเมือง Bukavu ทวีปแอฟริกา ให้สามารถผลิตยาต้านไวรัสสูตรผสมจากยาสามชนิด แบบเดียวกันกับ GPO-VIR ได้ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 โดยยานี้มีชื่อว่า AFRI-VIR



และเรื่องราวที่ ดร. กฤษณา สามารถช่วยให้เกิด AFRI-VIR กลางป่าแอฟริกานี่เอง ทำให้เกิดความประทับใจกับสื่อนานาชาติอย่างมาก และมีการถ่ายทอดออกมาเป็นละครเวทีเรื่อง COCKTAIL (ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ยาต้านไวรัสสูตรผสมนั้น อาจเรียกได้อีกอย่างว่า Cocktail)

แม้ว่าภารกิจตามคำมั่นสัญญา ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ชีวิตการเดินทาง “เร่ร่อน” แบบนี้ จะยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่ที่เมือง Bukavu เท่านั้น ดร. กฤษณา ยังคงดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยาต้านไวรัสในประเทศต่าง ๆ เช่น เซเนกัล แกมเบีย บูร์กินาฟาโซ มาลี และ กาบอง

ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้มีโอกาสอ่านเรื่องราว แนวคิด และ ประสบการณ์ในการทำงาน ของ ดร. กฤษณา เภสัชกรยิปซี ผู้นี้ ณ ดินแดน แคว้นอื่น ๆ ต่อไป



(ปกใน-ด้านหน้า)

ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท ด้านเภสัชวิเคราะห์ จากมหาวิทยาลัย Strathclyde สหราชอาณาจักร และปริญญาเอก ด้านเภสัชเคมี จากมหาวิทยาลัย Bath สหราชอาณาจักร

เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัย และพัฒนาองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข และปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเภสัชกรรม ขององค์กรให้ความช่วยเหลือด้านยาของประเทศเยอรมนี

ดร. กฤษณา และทีมวิจัย ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรตำรับยาและศึกษา เภสัชชีวสมมูลของยาต้านเอดส์ชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดีราคาถูกออกวางขาย



(ปกใน-ด้านหลัง)

    รางวัล
  • A Gold Medal at Eureka 50th World Exhibition at Innovation, Research and new Technology ประเทศเบลเยียม
  • Global Scientific Award จาก The Letten Foundation
  • Reminders Day AIDS Award
  • ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Mount Holyoke College
  • ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ปริญญาเภสัชศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Strathclyde สหราชอาณาจักร
  • ได้รับคัดเลือกเป็น 2007 Speaker For The Chancellor’s Distinguished Lectureship Series จากมหาวิทยาลัย Louisiana State ประเทศสหรัฐอเมริกา


หมายเหตุ นิตยสาร Reader’s Digest ฉบับ January 2008 ยังประกาศให้ ดร. กฤษณา เป็น Asian of The Year ด้วย



(ปกหลัง)

ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
ผู้หญิงคนนี้ นอกจากจะเป็นคน ‘เก่ง’ แล้ว ยังเป็นคน ‘ดี’ อีกด้วย เธอเป็นผู้เสียสละเพื่อมนุษยชาติอย่างยิ่งใหญ่ โดยการคิดค้นผลิตยารักษาโรค และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตยาให้กับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย จนบางครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด และไม่ได้หวังซึ่งรางวัลตอบแทนใด ๆ เลย เพียงแต่แต่ต้องการเห็นเพื่อนมนุษย์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ผลงานที่ผ่านมา
  • ดร. กฤษณา และทีมงานวิจัย ได้ร่วมกันพัฒนาสูตรตำรับยา และศึกษาเภสัชชีวสมมูลของยาต้านเอดส์ชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก ที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์คุณภาพดีและราคาถูก
  • คิดค้นและพัฒนายาสูตรผสมรวมเม็ดยาต้านเอดส์ชนิดแรก ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นยาสูตรหลักสำหรับใช้ต้านเอดส์ ยาชนิดนี้ชื่อว่า จีพีโอ-เวียร์
  • ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ให้กับประเทศแทนซาเนีย
  • ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและและฝึกสอนบุคลากรของโรงงานสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ เอธิโอเปีย ในการผลิตยาต้านโรคเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย
  • กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย ได้เชิญร่วมดำเนินโครงการ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตยารักษาโรคมาลาเรีย และยาต้านเอดส์ ในประเทศแอฟริกาตะวันตก อาทิ เซเนกัล แกมเบีย บูร์กินาฟาโซ มาลี และกาบอง ฯลฯ

จากผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้เภสัชกรหญิงผู้นี้ได้รับรางวัลหลากหลายสาขาจากทั่วโลก ประกาศถึงคุณงามความดี ความเสียสละ ที่เธอทำให้กับเพื่อนมนุษย์ อย่างที่ใครจะทำเช่นเธอได้



เภสัชกรยิปซี
ดร. กฤษณา ไกรสินธุ์
พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤศจิกายน 2550
ผลิตโดย บริษัท ลิปส์ พับลิชชิ่ง จำกัด
จัดจำหน่ายโดย บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด
ISBN 978-974-09-5121-6
208 หน้า



 คัดลอกบทความนี้จาก

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=plin&month=22-03-2008&group=4&gblog=48

 

 

Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top