Mama Tough แห่งแอฟริกา

      
มนุษย์ บนโลกใบนี้จะมีสักกี่คนที่มีความมุ่งมั่น พากเพียร แน่วแน่ต่อแนวคิดและจิตสำนึกในเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ด้วยกัน เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเสมือนความทุกข์ของตนเอง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความทุกข์แสนสาหัสจากโรคร้ายแรงอย่าง “เอดส์”
       
      
ท่ามกลางปัญหาโรคเอดส์ที่กำลังคร่าชีวิตประชาชนในโลกที่ 3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ Someone Special ท่านนี้ตัดสินใจออกเดินทางตระเวนถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปรุงยา เพื่อรักษาชีวิตของผู้คนตาดำๆ ตัวดำๆ ในทวีปที่แสนจะกันดาร ไร้ความสะดวกสบายใดๆ
       
      
ในรอบปีหนึ่งๆ จะมีโอกาสกลับผืนแผ่นดินเกิดเพียงไม่กี่วัน ด้วยธุระส่วนตัว หรือมารับรางวัลที่องค์กรต่างๆ มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแทนความภาคภูมิใจที่ชาวไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้อุทิศตนกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อมวลมนุษยชาติ
       
     
และครั้งนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่จะแนะนำผู้อ่านทุกท่านให้รู้จักกับ Mama Tough แห่งแอฟริกา หรือ ยิปซีเภสัชกร ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์

  
       เภสัชกรจำเป็น
       
       “เป็นคนจังหวัดสุราษฏร์ธานี อำเภอเกาะสมุย พ่อเป็นหมอ แม่เป็นพยาบาล ตอนเด็กๆ ชอบอยู่วัด จะตามคุณยายไปวัดใกล้บ้านเป็นประจำ นั่งรอคุณยายสวดมนต์ที่ใต้ต้นมะขามป้อมเอาเกลือไปด้วย เพื่อเวลามะขามป้อมตกลงมาจากต้นจะได้เก็บกิน ในระยะหลังคุณยายเริ่มสุขภาพไม่ดี ท่านก็เลยล้มเลิกการเป็นแม่ชี กลับมาอยู่บ้าน คราวนี้ก็เลยตามพ่อแทน ส่วนใหญ่ได้ไปวัดสวนโมกที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ก็นับว่าโชคดีที่ได้ไปวัดบ่อย เพราะการดูคนต้องดูตั้งแต่ที่มาที่ไป ไม่ใช่ดูแค่ตอนนี้ตรงนี้ แต่ต้องมองย้อนไปว่าเขาเป็นอย่างไร ปฏิบัติตนอย่างไร จึงทำให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งหมดต้องมีที่มาที่ไป”
       
       “ในอดีตคุณพ่ออยากให้เรียนหมอ เราเองจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรพวกนี้เลย เพราะเป็นคนไม่ชอบสายวิทย์ ชอบศิลปะบทกลอน เล่นดนตรี วาดรูป อะไรทำนองนั้น แต่ก็เรียนวิทย์ได้นะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ที่เรียนเภสัชฯ ก็เพราะเข้าหมอไม่ได้ขาดไปคะแนน หนึ่ง เขารับ 320 เราได้ 319 เรียนเภสัชฯ ก็เรียนๆ ไป ไม่ได้ยากเย็นอะไร เรียนเพราะหน้าที่

       
       เราเป็นลูกที่ดี พ่อแม่ส่งให้เราเรียนก็เรียนจนจบแต่พอจบแล้วรู้สึกว่าความรู้ยังไม่แน่น ยังไม่ค่อยรู้อะไรสักเท่าไร ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อ ก็ไปที่อังกฤษเรียนโทด้านเภสัชวิเคราะห์ ตอนแรกที่ไปก็ไม่ได้เรียนสาขานี้หรอก เรามันพวกวิทย์แต่ใจเป็นศิลป์ ก็ไปโน่นเรียน “เช็คสเปียร์” ไปเรียนศิลปกรรมประมาณปีครึ่ง ไปไล่เรียนภาษาตามสถาบันภาษาจนหมด พ่อเลยบอกว่าพอแล้วลูก ประกาศนียบัตรเต็มบ้านไปหมดแล้ว ก็เลยต้องหยุดแล้วไปเรียนทางด้านเภสัชฯต่อที่ University of Strathclyde เรียนไปเรียนมาก็ยังไม่ซึ้ง กะเรียนให้ทะลุไปเลย เอากันให้แจ่มแจ้งไปเลยแล้วกัน ก็ไปต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Bath ”
       
       ชีวิตของหัวหน้า
       
       เมื่อ จบการศึกษา ดร.กฤษณากลับมาเมืองไทย โลดแล่นบนเส้นทางอาชีพด้วยอุดมการณ์ของนักเภสัชศาสตร์อีกกว่า 24 ปี จากตำแหน่งอาจารย์หัวหน้าภาคฯ จนกระทั่งถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา
       
       “หลังจากจบก็มาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สมัครเองเลย ตอนแรกคุณพ่อไปสมัครงานให้ที่องค์การเภสัชฯ (องค์การเภสัชกรรม) เพราะผู้อำนวยการองค์การเภสัชฯในสมัยนั้นเป็นเพื่อนกับคุณพ่อ แต่เราอยากสมัครเองมากกว่าและอยากไปช่วยบ้านเกิด ไปอยู่ที่ ม.สงขลา 2 ป ี สมัครงานปุ๊ปเขาก็ให้มาเป็นหัวหน้าภาคเลย คิดกับตัวเองในใจว่า ไม่ชอบเลยเกลียดการเป็นหัวหน้าที่สุด เพราะการเป็นหัวหน้าต้องวางมาด ต้องยิ้มทั้งๆ ที่บางครั้งเราไม่อยากยิ้มเหมือนกับเป็นการเล่นละคร มีแต่เสมอตัวกับขาดทุน เราเองจำเป็นต้องทำหน้าที่หัวหน้ามาเกือบทั้งชีวิต ยังคิดว่านี่มันเป็นกรรมอย่างสุดขีด ถึงขณะนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนอยากเป็นหัวหน้ากันนัก ปัจจุบันนี้สบายมากเลยไม่มีเจ้านายไม่มีลูกน้อง มีแต่เพื่อนและลูกศิษย์”
       

       “ทำงานแรกๆ จำได้ว่าอายุแค่ 27 ปี เราก็ยังเด็กมากกับการเป็นหัวหน้าภาควิชา ขณะนั้นทางคณะเขาขาดคนก็เลยต้องเป็นไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน วันที่ไปปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่ก็พาแม่ไปด้วย ที่จริงก็ไม่อยากให้ไปหรอกแต่ท่านเป็นห่วงว่าลูกจะอยู่อย่างไร คนที่นั่นก็นึกว่าแม่เป็นอาจารย์ นึกว่าเราเป็นคนถือกระเป๋า มีคนมาถามแม่ว่าเป็นอาจารย์คณะไหนคะ ท่านก็ชี้มาที่เราแล้วตอบว่า ‘ลูกฉันต่างหากที่เป็นอาจารย์ทั้งหัวหน้าภาคเลย’ ที่เขาถามอย่างนั้นก็คงเพราะเราไม่มีมาด ไม่มีฟอร์ม อายุก็น้อย”
       
       “ทำงานเป็นอาจารย์ได้สัก 2 ปี ก็รู้สึกว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้นะ เสียดายความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาตั้งมากมายก็เลยลาออกไปสมัครที่องค์การ เภสัชฯ ที่ที่พ่อเคยสมัครให้เมื่อ 2 ปีก่อน เพราะนโยบายของที่นี่คือ ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน อยากมาผลิตยาที่มีคุณภาพให้กับคนไทย เขาก็รับนะรับไปเป็นหัวหน้าแผนก ก็เป็นหัวหน้าอีกแล้ว ทำไปทำมาปาเข้าไป 22 ปี ตำแหน่งสุดท้ายในตอนนั้นคือผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มีหน้าที่ควบคุมคุณภาพการผลิตยาการวิจัยและพัฒนายา พัฒนาธุรกิจเพื่อค้นคว้าผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์เภสัชธรรมชาติอะไรประมาณ นั้น”
       
       ยาวิเศษเพื่อมวลมนุษยชาติ
       
       ตั้งแต่ ปี 2535 ดร.กฤษณา ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาสูตรตำรับและศึกษาเภสัชชีวสมบรูณ์ (bioequivalence) ของยาต้านเอดส์ชนิดต่างๆ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลก ที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดีราคาถูกออกวางจำหน่ายทำให้ผู้ป่วยโรค เอดส์ของไทยสามารถเข้าถึงยาได้ โดยผลสำเร็จนี้เห็นได้จากการที่ยาต้านเอดส์ที่ไทยผลิตได้ มีราคาถูกกว่ายาที่นำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 5-20 เท่าของราคาขาย อย่างไรก็ตามก่อนจะถึงความสำเร็จ สิ่งใดเล่าคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ท่านเริ่มต้นค้นคว้ายาต้านเอดส์
       
       “จริงๆ คือเป็นคนที่มีจุดอ่อนกับเด็ก เห็นเด็กแล้วสงสารอยากช่วยเหลือพวกเขา เพราะคิดว่าเด็กคืออนาคตของประเทศชาติ จึงตัดสินใจค้นคว้าและวิจัยผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ขึ้นมาใช้เวลาคิดค้นประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2538ในระยะ 6 เดือนแรกต้องทำเองทุกอย่าง หลังจากนั้นจึงมีทีมนักวิจัยมาช่วย แต่ไม่น่าเชื่อว่าการทำงานคนเดียวจะส่งผลดีสำหรับอนาคตได้มากขนาดนี้ ในที่สุดประเทศไทยก็เป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถผลิตยาชื่อสามัญว่า ยาเอดส์ ในปี 2538”
       
       “แต่กว่าจะศึกษาและค้นคว้ามาได้ ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้องไปเจอกับคนที่ขัดขวางเราทั้งในองค์กรเองและจากต่างประเทศอีกด้วย ชื่อของเราถูกบรรจุอยู่ใน Blacklist ของบริษัทยาเกือบทุกบริษัทมีคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกับบริษัทยาด้วย ซึ่งคิดว่ามาจากเรื่องของผลประโยชน์เพราะถ้าผลิตยาสำเร็จ ยอดขายของบริษัทยาอื่นๆ ต้องตกลงแน่นอน เนื่องจากราคาต่างกันค่อนข้างมาก แต่ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ ต้องขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี รวมทั้งสื่อมวลชน NGO ทั่วโลก และพันธมิตรต่างประเทศอีกมากมายทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศสที่คอยช่วยเหลือส่ง ข้อมูลมาให้ด้วย”

       
       “ยาตัวแรกที่เราผลิตคือ ZIDOVUDINE หรือAZT เป็นยาที่ลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ราคาที่คนอื่นขายคือแคปซูลละ 40 บาท เราทำออกมาขายได้ในราคาแค่ 7-8 บาท เท่านั้นเอง นี่ยังไม่เท่าไรนะ มียาอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นของบริษัทที่ฟ้องร้องเรา จากเดิมที่เขาขายราคาแคปซูลละ 284 บาทแต่เราทำออกมาขายได้ในราคาเพียง 8 บาทจะเห็นว่าแตกต่างกันมาก ซึ่งเราถือว่าได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่คิดว่าจะไปตบหน้าใครหรือไปทำให้ยอดขายบริษัทไหนลดลง”
       
       “หลังจากนั้นก็ผลิตยาออกมาเรื่อยๆ มีคนเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น มียาตัวหนึ่งที่ผลิตได้แล้วประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมากคือ GPOVIRเพราะปกติแล้วผู้ป่วยเอดส์ต้องกินยาหลายชนิด ในหนึ่งวันต้องกินเช้า-เย็น แต่เราสามารถรวมยาทั้ง 3 เม็ด ให้มาอยู่ในตัวยาตัวนี้ได้ ผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทยจึงเป็นผู้ป่วยที่โชคดีกว่าประเทศอื่น เพราะค่าใช้จ่ายเรื่องยาลดลง และวันหนึ่งกินยาแค่สองเม็ดเท่านั้น หลังจากคิดยาตัวนี้ได้เราสามารถช่วยคนป่วยได้มากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เพราะราคายาถูกลงเป็นอย่างมาก”
       
       หลัง จากที่ ดร.กฤษณาสามารถคิดค้นและพัฒนา GPO-VIR ยาสูตรผสมรวมเม็ดต้านเอดส์ชนิดแรกสำเร็จ ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นยาสูตรหลักสำหรับใช้ต้านโรคเอดส์แก่ผู้ป่วยในประเทศ ยากจน ส่วนในประเทศไทย ยาดังกล่าว ถูกบรรจุให้อยู่ในโปรแกรมการให้ยาต้านเอดส์แห่งชาติฟรี นับเป็นคุณูปการต่อผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จครั้งนั้นกลับทำให้ท่านตัดสินใจเดินทางจากแผ่นดิน เกิด อุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกผู้ด้อยโอกาสกว่าในเวลาต่อมา
       
       “สัญญาต้องเป็นสัญญาสัญญาว่ามาต้องมา”
       
       “ที่ไปแอฟริกา เพราะเราต้องรักษาคำพูดหลังจากพัฒนา GPO-VIR สำเร็จ องค์การอนามัยโลกได้เชิญเราไป และถามว่าจะสามารถช่วยประเทศใดได้บ้างในเรื่องการถ่ายทอดวิธีผลิตยาต้าน เอดส์ ก็เลยเขียนโครงการเรื่องการให้ความช่วยเหลือส่งไป เราจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อถึงเวลาก็ต้องไปถ่ายทอดเทคโนโลยี จริงๆ ตอนนั้นไม่มีใครไปด้วยเลย ตัวเองก็คิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี อยู่เมืองไทยเราทำคนเดียวได้ แต่ในต่างประเทศไม่แน่ใจ เวลาเจอคนแอฟริกันเขาก็จะมาถามเราว่าเมื่อไหร่You จะมาช่วยผู้ป่วยประเทศ I สักทีเราก็ตอบไม่ได้จนกระทั่งกันยายน ปี 2545 จึงตัดสินใจขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อไปช่วยแอฟริกาอย่างเต็มตัว”
       
       “ตอนแรกที่ไปแอฟริกา คุณแม่ไปด้วยไปส่งลูกสาว แม่ก็ร้องไห้ทุกวันประมาณ 2 เดือนเต็ม บอกว่าเมื่อไหร่จะมาส่งแม่กลับเมืองไทยซะที เราก็ตอบว่ายังไปส่งไม่ได้งานยังไม่เสร็จเลย ซึ่งการที่ไปอยู่ที่แอฟริกาเราเป็นคนตัดสินใจไปเอง เพราะชีวิตเป็นของเรา เราเลือกแล้วเราดำเนินชีวิตด้วยตัวของเราเอง คุณพ่อและคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเรา ก็เลยไม่ฟังเสียงใคร ใครว่าอย่างไรก็จะไป โดยส่วนตัวประทับใจในแอฟริกา ชอบสัตว์ ชอบธรรมชาติ แล้วก็ชอบเดินทางไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้ไปอยู่ที่นั่น ประเทศแรกที่ไปถึงคือคองโก ไปโดยไม่รู้อะไรเลย ไปตายเอาดาบหน้าคนเดียวจริงๆ วันแรกที่ไปถึงก็รู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหมือนกัน ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนบำนาญที่ได้จากองค์การเภสัชฯ ประมาณ 1 ล้านบาท หมดเกลี้ยงภายใน 1 ปี ค่าเครื่องบินค่าใช้จ่าย ออกเองหมด”
       
       ตั้งแต่ ปี 2545 ดร.กฤษณาได้ทำงานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกสอนบุคลากรของโรงงานในประเทศแทนซาเนีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเอธิโอเปีย ในการผลิตยาต้านเอดส์และยารักษาโรคมาลาเรีย ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียสำหรับผู้ป่วยทั้งผู้ใหญ่และ เด็กให้แก่โรงงานTanzania Pharmaceutical Industry ประเทศแทนซาเนีย ในปี 2546
       
       นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคโนโลยีในการก่อสร้าง โรงงานผลิตยาต้านเอดส์ 2 โรงงานแห่งแรกที่เมืองบูกาวู (Bukavu) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และอีกแห่งหนึ่งในประเทศแทนซาเนีย โดยโรงงานทั้งสองแห่งนี้สามารถผลิตยาสูตรผสมรวมเม็ด และยาเดี่ยวต้านเอดส์ได้ในขั้นอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม 2548 ตามลำดับตลอด 7 ปี
       
       ที่ผ่านมา ดร.กฤษณาทำงานในพื้นที่แอฟริกาทั้งหมด 15 ประเทศแล้ว อาทิ สาธารณรัฐเบนิน สาธารณรัฐบุรุนดี สาธารณรัฐกาบอง สาธารณรัฐเคนย่า สาธารณรัฐมาลีและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นต้น โดยท่านได้ปวารณาตนว่าจะเดินหน้าเผยแพร่ความรู้ทางการปรุงยาให้ได้มากถึง 25 ประเทศทั่วทวีปแอฟริกาหากยังไม่หมดลมหายใจเสียก่อน
       
       

       ทุกข์หรือสุขอยู่ที่ใจ
       
       การ ดำรงชีวิตในแอฟริกาเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับผู้หญิงต่างแดน แต่ท่านกลับสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและไม่คิดท้อถอยแม้ว่าจะต้องเผชิญ กับอุปสรรค์ต่างๆ รวมทั้งเหตุการณ์เสี่ยงต่อความเป็นความตายที่ผ่านเข้ามาอย่างไม่คาดฝัน
       
       “ชีวิตมันก็ทุกข์พอแล้ว ทำไมต้องหาความเครียดมาใส่ตัว เป็นคนรักตัวเอง และก็ไม่เคยรักใครเท่ารักตัวเอง เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้ตนเองมีความทุกข์เด็ดขาด ความทุกข์มีแต่เราจะไปแบกไว้ทำไมนาน ทิ้งมันไว้ตรงนั้นได้ไหมของหนักที่สุดถ้าเราไม่แบกมันก็ไม่หนัก มันก็เป็นของเบาที่สุดได้เหมือนกัน อย่าไปคิดถึงอนาคต หรือคิดถึงอดีตมากนัก ให้คิดถึงปัจจุบัน ทำให้มันดีที่สุดก็พอ”
       
       “ครั้งหนึ่งที่ไนจีเรีย เขาเชิญไปบรรยายและช่วยเหลือทางด้านอุตสาหกรรมยา ซึ่งปกติตอนกลางวันประเทศนี้ก็อันตรายมากอยู่แล้ว แต่เราเดินทางคนเดียวไปถึงสนามบินตอนตี 1 เพราะเครื่องบิน Delay หลายชั่วโมง คนที่มารับก็รอไม่ไหวกลับไปแล้ว รปภ.สนามบินก็ไม่ให้เราพักที่สนามบิน ต้องนั่งแท็กซี่ออกไปตอนตี 1 กว่าจะถึงจุดหมาย ถูกคนเอาปืนมาจี้ 5 ครั้ง แต่ไม่มีใครได้ทรัพย์สินอะไรไปเลย ตอนนั้นกลัวมากแต่ใจดีสู้เสือก็บอกเขาไปว่า ฉันมาช่วยคนในประเทศเธอนะ อยากได้อะไรเอาไปเลย ฉันมาจากประเทศไทย ก็ชวนโจรคุยไปเรื่อย เรื่องข้าวไทย ข้าวหอมมะลิรู้จักไหม เธอทานข้าวรึเปล่าประเทศไทยปลูกข้าวหอมมะลินะ โจรมันก็บอกว่ามันก็กินข้าวเหมือนกัน คุยกันเป็นครึ่งชั่วโมงคุยไปคุยมาโจรก็ปล่อยตัวไป ตลอดระยะทาง20 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงโดนจี้แบบเดียวกันถึง 5 ครั้ง เดินขึ้นลงรถพูดประโยคเดิมอยู่นั่น และโจรก็ขู่เราด้วยคำพูดเดิมๆ เราก็ตอบไปเหมือนเดิม ตอนนั้นไม่รู้ว่าคนที่จี้หน้าตาเป็นอย่างไรเพราะมันมืดมาก เห็นแค่ลูกกะตากับฟันขาวๆ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต ปัจจุบันนี้ไปไหนมาไหนจะเขียนป้ายคล้องกระเป๋าเอาไว้ เขียนมันทุกภาษาเลย ใจความว่า อย่าจับฉันเลย เพราะจับฉันไป ก็ไม่มีใครมาไถ่ตัวฉันหรอก เสียเวลาเป่า”
       
       “หวาดเสียวอีกครั้งก็ตอนอยู่ที่คองโก นอนอยู่ดีๆ ก็มีแสงวาบขึ้นมา คิดในใจว่าทำไมสว่างเร็วจัง ปรากฏว่าไม่ไช่ เป็นระเบิดที่เขายิงมาโดยมีเป้าหมายเป็นบ้านพักของเราแต่เขากะพลาดไปหน่อย ไปตกบ้านข้างๆ คนอื่นเลยรับเคราะห์แทนก็คงเป็นพวกที่เสียผลประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ แต่ก็ไม่ถอยนะสู้ต่อ”
       
       “ทุกวันนี้ยังหาคำจำกัดความไม่ได้ว่าทำไปทำไม อายุตั้งเท่านี้แล้วน่าจะได้พักผ่อนสบายๆ ต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแสนจะกันดาร อาหารก็ไม่อร่อย แต่ที่ทำเพราะมีความสุข ทำไปแบบไม่คิดว่าเราทำงาน เหมือนเราเข้าวัดปฎิบัติธรรม เลยทำได้เรื่อยๆ ทำแบบไม่ได้หวังอะไรตอบแทน กลางวันถึงกลางคืน ลืมตาขึ้นมาก็ทำไป อยู่ที่แอฟริกาไม่ต้องมีนาฬิกาใช้มองดวงอาทิตย์เอา พระอาทิตย์ตกก็แสดงว่ากลับบ้าน พระอาทิตย์ขึ้นก็ทำงานต่อ สบายใจมีความสุขทั้งๆ ที่ลำบาก มองไปทางไหนก็โล่งไปหมด เหมือนโลกใบนี้เป็นของเรา ประทับใจคนที่แอฟริกาเค้าเป็นคนจนมากเกือบมากที่สุด แต่พวกเค้ามีน้ำใจ ดวงตาของเด็กที่นั่นบริสุทธิ์ใสแจ๋วจริงๆ ซึ่งส่วนลึกๆ ในจิตใจพอใจที่ได้ทำงานช่วยชีวิตคน และที่สำคัญที่สุดได้ทำยารักษาพวกเขาได้ เหมือนตัวเรามีค่ามากขึ้น”

       
       น้ำทิพย์ชโลมใจ
       
       เกิดเป็นมนุษย์ต่อให้จะเก่งอย่างไร จะแกร่งแค่ไหนแต่กำลังใจก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับ ดร.กฤษณาเหตุการณ์ความเป็นความตายของเด็กชายคนหนึ่งในดินแดนแอฟริกา กลายเป็นกำลังและแรงผลักดันในหัวใจของท่านจวบจนนาทีนี้
       
       “ตอนแรกกะจะอยู่ที่แอฟริกาแค่ 5 ปี แต่ตอนหลังคิดว่าจะอยู่และช่วยเหลือพวกเขาไปจนกว่าจะขึ้นเครื่องไม่ไหว เป็นคนไม่เคยมีความหวัง ไม่มีจุดหมาย ทำไปเรื่อยๆ พอใจอยากสอนและจะทำที่แอฟริกาเพราะชอบและผูกพัน เรารู้สึกว่าแอฟริกาเหมือนบ้าน บ้านของเรา”
       
       “สาเหตุที่ทำให้เปลี่ยนใจอยู่แอฟริกาต่อ ก็เพราะครั้งหนึ่งมีเด็กชายอายุ 7 ขวบ ป่วยแทบจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ แม่อุ้มมาหาเราน้ำหูน้ำตาไหลเต็มหน้าขอร้องให้ช่วย ในตอนนั้นเราผลิตยาออกมาแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งไปตรวจคุณภาพที่ห้องทดลองเลย เพิ่งเสร็จสดๆ ร้อนๆ เป็นยารักษามาลาเรีย เราก็ต้องตัดสินใจจะทำยังไงดี เด็กก็ง่อนแง่นเต็มทีแล้ว จึงตัดสินใจให้ยาไป เชื่อมั้ย ทานไปสักแป๊บเดียว เด็กชายเจคอป ที่คออ่อนคอพับใกล้ตายแล้ว หันหน้ามายิ้ม ตาแป๋วเลย ฟื้นคืนชีพภายในเวลาไม่นาน แม่เขาก็ดีใจมากน้ำตาไหลขอบคุณเราเป็นการใหญ่ เราก็คิดนะว่านี่ขนาดยายังไม่ได้ตรวจคุณภาพจากห้องทดลองที่ไหนเลย แต่สถานการณ์มันบังคับจำเป็นต้องทำ เราก็ดีใจมากๆ เลย เพราะได้ช่วยชีวิตคนๆ หนึ่งที่กำลังใกล้ตายให้ฟื้นได้ การช่วยเด็กจาคอปคนนี้ทำให้เรามีแรงใจ มีกำลังใจเพิ่มขึ้นที่จะสู้ต่อไปไม่รู้สึกท้อ ไม่เซ็ง ไม่เหนื่อย อีกต่อไป”
       
       บุญคุณต้องทดแทน
       
       ณ วันนี้ นอกจากจะช่วยเยียวยาชาวแอฟริกันแล้ว ดร.กฤษณายังสานต่อคุณูปการให้กับคนไทยด้วยการรับเป็นอาจารย์พิเศษของคณะ เภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีอีกด้วย
       
       “ปัจจุบันก็ไปๆ มาๆ ที่เมืองไทย เป็นระยะที่ชีวิตอยู่บนเครื่องบินซะมาก งานที่ต้องทำในเมืองไทยตอนนี้ก็เป็นอาจารย์พิเศษของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ไปช่วยสร้างโรงงานยาเพื่อให้นักศึกษาเภสัชฯ ได้ฝึกที่นี่และผลิตยาสมุนไพรตำรับพระนารายณ์ ให้ชาวบ้านได้ปลูกสมุนไพรเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชน เหตุที่ไปช่วยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพราะรู้สึกว่าจังหวัดอุบลราชธานีมีลักษณะที่เราชอบหลายๆ อย่าง มีวัดวาอารามมากมาย ภูมิประเทศคล้ายแอฟริกาและผู้คนใจดี ที่สำคัญตอนที่เราลำบากที่แอฟริกาจะเปิดตัวยาใหม่ ตอนนั้นเราขาดเครื่องตอกยา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานียื่นมือมาช่วยเราส่งเครื่องตอกยาไปทันเวลาพอดิบพอดี ดังนั้นเราต้องตอบแทนเขา”
       
       จาก การทำงานอย่างมุ่งมั่นและต่อเนื่องเห็นผลได้จริง ทำให้ยิปซีเภสัชกรท่านนี้ได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เช่น A Gold Medal atEureka 50th World Exhibition of Innovation,Research and New Technology ซึ่งจัดขึ้นที่กรุง Brussels ประเทศเบลเยียมในปี 2544 และรางวัล Global Scientific Award from The Letten Foundation ในปี 2547 เพื่อเป็นการชื่นชมและยอมรับผลงานด้านวิทยาศาสตร์ดีเด่นในด้านการศึกษาวิจัย และรักษาโรคเอดส์ ในพ.ศ. 2548 มหาวิทยาลัย Mount Holyoke Collegeสหรัฐอเมริกาได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านวิทยาศาสตร์ และในปีเดียวกันได้รับรางวัล Reminders Day AIDS Award 2005 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันนี นอกจากนี้ ในปี2549 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มอบปริญญาเภสัชศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และอีกหลายต่อหลายมหาวิทยาลัยที่มอบรางวัลและดุษฎีบัณฑิตให้แก่ ดร.กฤษณา จนนับไม่ถ้วน
       
 

       โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2551 ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Reader’s Digest ให้เป็น Asian of the Year 2007 ซึ่งนิตยสารฉบับดังกล่าวได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับประวัติชีวิตการทำงานของ ดร.กฤษณาเป็นหลายภาษาใน 26ประเทศทั่วโลก และคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกให้เป็นบุคคลดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม ประจำปี 2551
       
       การ สนทนากับ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ในครั้งนี้ เราสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่บรรจุอยู่ในหญิงผมสีดอกเลาวัย 57 ปี อย่างเต็มเปี่ยมคำถามสุดท้ายของการสัมภาษณ์ในวันนั้น ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า ถ้าสามารถปรุงยารักษาโรคอะไรก็ได้อีกสักตัวหนึ่ง ท่านอยากจะปรุงยาอะไร อาจารย์ตอบอย่างรวดเร็วว่า “ยาลดกิเลส” ให้คนไทยทานก่อน แล้วค่อยส่งให้ประเทศอื่นทานเพราะถ้ามนุษย์เราลดกิเลสได้ทุกอย่างก็จบ โรคที่เกิดส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นจากกิเลสด้วยกันทั้งสิ้น
       

       ขอบคุณ บทสัมภาษณ์ดีๆ จากนิตยสาร Voyage : http://www.krisana.org/www.voyagetravelmag.com
       คัดลอกจาก http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9520000068436      
Share

Bibliography in Thai

article thumbnail10-18 กุมภาพันธุ์ 2556 คณะการแพทย์ศาสตร์ ม.รังสิต จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตยาสมุนไพรแด่ชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใตั นำทีมโดย ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออก...

 

 

Go to top