คู่มือรู้จักเอดส์และตัวคุณ

"โรคเอดส์และตัวท่าน" เป็นคู่มือให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่ประชาชนที่เขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2530 โดยมีการปรับปรุงเนื้อหาเป็นครั้งคราว ครั้งสุดท้ายที่ปรับปรุงก็คือเมื่อปี 2541 ซึ่งก็ล่วงเลยมา 3 ปีแล้ว โรคเอดส์และตัวท่านปี 2544 มีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปบ้างพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการดูแลรักษา เรื่องยาต้านไวรัสเอดส์ซึ่งมียามากชนิดขึ้น ราคาบางตัวถูกลง แต่คนไทยและประเทศไทยก็ยังจนอยู่ จะทำอย่างไรกันดี!

 

 

อยากให้ผู้ที่อ่านหนังสือเล่มน ี้ แล้วนำไปช่วยกันคิดช่วยกันพูดและช่วยกันปฏิบัติเพื่อให้คนไทยติดเชื้อเอดส์น้อยลงคนที่ติดอยู่แล้วได้รับการดูแลรักษาจากรัฐดีขึ้น และได้รับการยอมรับจากครอบครัว และสังคมดีขึ้น เพื่อให้ได้ครอบครัว สังคม และประเทศชาติที่แข็งแกร่งในสภาวะที่เอดส์เต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในขณะนี้ และจะเต็มอยู่อย่างนี้ไปอีกอย่างน้อย 20 ปี ข้างหน้า
กระผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้หนังสือเล่มนี้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ ทั้งผู้ติดเชื้อที่เป็นแรงดลบันดาลให้เกิดแนวคิดในการเขียน และผู้ที่จะช่วยนำหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ผู้อำนวยการ ศูนย์โรคเอดส์สภากาชาดไทย
มกราคม 2544


 

1.บทนำ
โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอช-ไอ-วี (HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งจะโจมตีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดในร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานไม่ดีหรือถูกทำลายไปในที่สุด มีผลทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย บางโรคก็มียารักษา บางโรคก็ยังไม่มียารักษา รักษาโรคหนึ่งหายก็จะเป็นอีกโรคหนึ่ง ทำให้สุขภาพทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆจนเสียชีวิตในที่สุด ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะกำจัดเชื้อเอช-ไอ-วี ให้หมดไปจากร่ายกายได้ จะมีก็แต่ยาที่จะลดปริมาณเชื้อลงจน ถึงระดับที่จะไม่ไปทำอันตรายระบบภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ยาราคาแพง และต้องกินไปเรื่อยๆ คนที่ไม่มีสตางค์จะซื้อยากินชีวิตก็จะสั้น ฟังดูแล้วโรคเอดส์ก็น่าจะเหมือนโรคเรื้อรังทั่วไปที่ต้องกินยารักษาไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเอดส์ไม่ใช่เป็นโรคทาง กายอย่างเดียว แต่มีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วยและครอบครัวมากกว่าโรคร้ายๆ อื่นๆ เช่นมะเร็งหลายเท่าตัว คนที่ติดเชื้อหรือครอบครัวของคนที่ติดเชื้อจะไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังว่าตนเอง หรือญาติของตนเองติดเชื้อ เพราะกลัวคนอื่นจะรังเกียจหรือดูถูก นอกจากนี้โรคเอดส์ยังมีผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และสังคมทั้งในระดับครอบครัว และระดับประเทศ จนเป็นที่คาดกันว่าบางประเทศอาจล่มสลายเพราะโรคนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องโรคเอดส์มาพูดกันบ่อย ๆ เพื่อเตือนสติป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะเป็นโรคที่ป้องกันได้ และเพื่อลดผลกระทบจากโรคเอดส์ในผู้ที่ติดเชื้อแล้วให้เบาบางลง


2.ประวัติโรคเอดส์
โรคเอดส์มีการรายงานเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2524 ในประเทศสหรัฐอเมริกา นับถึงปัจจุบันก็ได้ 20 ปีแล้ว โดยพบว่าชายรักร่วมเพศ(เกย์) และคนที่ฉีดยาเสพติดตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา ป่วยเป็นโรคติดเชื้อซึ่งโดยปกติแล้วจะพบในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดีเช่น คนแก่ คนที่เป็นมะเร็ง หรือคนไข้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน จึงเรียกโรคที่พบใหม่นี้ว่าโรคภูมิต้านทานบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (AIDS ย่อมากจากคำว่า Acquired= เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่เป็นแต่กำเนิด, Immune= ภูมิคุ้มกัน, Deficiency= บกพร่องหรือเสียไป, Syndrome= กลุ่ม อาการหรือมีอาการได้หลาย ๆ อย่าง) ดังนั้นโรคเอดส์จึงเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องไปซึ่งไม่ได้เป็นมาโดย กำเนิดและจากการที่เกิดโรคเอดส์ขึ้นพร้อมๆ กันในคนเฉพาะกลุ่ม(เกย์ และคนที่ติดยาเสพติด) จึงทำให้สงสัยว่าโรคเอดส์น่าจะเป็นโรคติดต่อ โดยติดต่อแพร่กระจายในคนกลุ่มนั้น ๆ จึงมีความพยายามที่จะแยกหรือเพาะเลี้ยงเชื้อจากเลือด และสิ่งคัดหลั่งของผู้ที่เป็นโรคเอดส์ จน ในที่สุดในปีพ.ศ. 2526 ศาสตราจารย์โรเบิร์ต กาลโล (Robert Gallo) จากสหรัฐอเมริกา และศาสตราจารย์ลุค มอนทาเนียร์
(Luc Montagnier) จากฝรั่งเศสก็สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ได้ เรียกชื่อไวรัสนี้ว่า เอช-ไอ-วี HIV=Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานบกพร่องในคน)
ปัจจุบันพบว่าเชื้อเอช-ไอ-วี มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่พบในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ B ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเกย์ และคนที่ติดยาเสพติด กับสายพันธุ์ E หรือ A/E ซึ่งแพร่ระบาดในคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง สายพันธุ์ที่ต่างกันมีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนที่จะใช้กับกลุ่มคนหรือประเทศที่ต่างกัน และอาจมีความสำคัญในการทดสอบตรวจหาเชื้อ ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้น้ำยาที่ใช้กับสายพันธุ์นั้นๆ โดยเฉพาะ
สำหรับประวัติของโรคเอดส์ในประเทศไทยนั้น โรคเอดส์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี2527 และเริ่มพบคนไข้ที่อยู่ในประเทศ ไทยเองตั้งแต่ปี2528 โดยในช่วง 3-4 ปีแรก แพร่ระบาดส่วนใหญ่ในกลุ่มเกย์ ต่อมาปีพ.ศ. 2531 จึงเริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มที่ติดยาเสพติด โดยการฉีด ปีถัดมาจึงเริ่มระบาดเข้าไปในกลุ่มหญิงบริการทางเพศ ในปี 2533 เริ่มพบว่าชายที่เที่ยวหญิงบริการและเป็นกามโรคมีการติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น และตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โรคเอดส์ก็แพร่เข้าไปในสถาบันครอบครัวเต็มรูปแบบ กล่าวคือสามีแพร่ให้ภรรยา ภรรยาตั้งครรภ์ก็ถ่ายทอดไปสู่ลูก เลยทำให้ระบาดไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วคล้ายไฟลามทุ่ง เพราะสังคมหรือสถาบันชาติประกอบด้วยสถาบันครอบครัวย่อยๆมารวมกัน


3.ไวรัสเอดส์ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?
ไวรัสเอดส์(HIV) มีสายพันธุกรรมหรือยีนส์เป็นอาร์-เอ็น-เอ (RNA) แทนที่จะเป็นดี-เอ็น-เอ(DNA) เหมือนกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั่วไป สายพันธุกรรมจะถูกอัดแน่นอยู่ในแกนกลาง ซึ่งจะถูกห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่งด้วยเปลือกนอกซึ่งมีปุ่มยื่นออกมาภายนอก (รูปที่ 1 ปุ่มเหล่านี้ (ซึ่งมีชื่อว่า gp120) มีความสำคัญในการไปเกาะติดกับเซลส์ของร่างกายที่ไวรัสเอดส์จะบุกรุกเข้าไป เซลล์เหล่านี้จะมีโปรตีนพิเศษบนเซลล์ (เรียก CD4) ซึ่งพอเหมาะที่จะใ ห้gp120 ของไวรัสมาเกาะ เมื่อเกาะแล้ว ไวรัสเอดส์จึงจะเข้าสู่เซลล์ของร่ายกายได้ โดยถอดเปลือกนอกออก เอาแต่สายพันธุกรรมหรอือาร์-เอ็น-เอ ของไวรัสเข้าไปในเซลล์
เมื่อเข้าไปภายในเซลล์ ไวรัสเอดส์จะสามารถเปลี่ยนสายพันธุกรรมของมันจาก อาร์-เอ็น-เอ ให้กลายเป็น ดี-เอ็น-เอ ซึ่งจะสามารถสอดแทรกเข้าไปในสายพันธุกรรมของเซลล์ร่างกายซึ่งเป็น ดี-เอ็น-เอได้ เมื่อสอดแทรกเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เวลาเซลล์ของร่างกายแบ่งตัวก็จะมีสายพันธุกรรมชนิด ดี-เอ็น-เอของไวรัสแบ่งตัวตามเข้าไปอยู่ในเซลล์ใหม่ด้วย ทำให้ไวรัสเอดส์ถูกกำจัดให้หมดจากร่างกายได้ยาก
ในขณะเดียวกันไวรัสเอดส์ในเซลล์ก็สามารถแบ่งตัวได้ด้วย โดยเปลี่ยนสายพันธุกรรมกลับมาเป็น อาร์-เอ็น-เอ และสร้างโปรตีนมาเป็นเปลือกห่อหุ้มตัวแล้วแตกตัวออกจากเซลล์ที่อาศัยอยู่เดิม ไปบุกรุกเซลล์อื่นต่อไป โดยเซลล์เดิมอาจถูกทำลายหรือตายได้
เซลล์ของร่างกายคนที่สามารถถูกไวรัสเอดส์บุกรุกเข้าไปได้ส่วนใหญ่ จะเป็นเซลล์ที่มี CD4 อยู่บนผิวเซลล์ ที่สำคัญได้แก่เม็ดโลหิตขาวชนิดลิมโฟซัยท์(Lymphocyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก ที-ลิม-โฟ-ซัยท์ ซึ่งมีหน้าที่ถูกทำลายไปภูมิต้านทานของร่างกายก็จะเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานชนิดอาศัยเซลล์ ซึ่งใช้ต่อสู้หรือกำจัดจุลชีพง่ายๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และกำจัดเซลล์มะเร็งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากจุลชีพจำพวกฉกฉวยโอกาสเหล่านี้ได้ง่าย และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่าย ซึ่งก็เป็นกลุ่มอาการของโรคเอดส์นั่นเอง นอกจากนี้ ไวรัสเอดส์ยังสามารถบุกรุกเข้าไปในเซลล์อื่นๆ เช่นเซลล์ที่เกี่ยวกับการรับรู้สิ่งแปลกปลอม เซลล์สมอง และเซลล์ของ เยื่อบุทางเดินอาหารเป็นต้น ผลลัพธ์คือทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายเสียไป และมีอาการทางสมอง หรือทางเดินอาหารได้
เนื่องจากไวรัสเอดส์พบส่วนใหญ่ในเม็ดโลหิตขาว ดังนั้นเลือดของผู้ป่วยจึงมีเชื้อเอดส์อยู่มากที่สุดรองลงมาเป็นน้ำกามของผู้ชาย และน้ำเมือกที่อยู่ในช่องคลอดของผู้หญิง โดยถ้ายิ่งมีเม็ดโลหิตขาวปะปนอยู่ในน้ำเหล่านี้มากก็ยิ่งมีไวรัสเอดส์อยู่มาก ส่วนน้ำลาย น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ของผู้ป่วย ก็อาจพบมีไวรัสเอดส์ปะปนอยู่ได้บ้างแต่มีปริมาณน้อยมากๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณของเม็ดโลหิตขาวที่ปะปนอยู่ในสิ่งคัดหลั่งหรือในสิ่งขับถ่ายเหล่านี้ ดังนั้นเหงื่อน้ำลาย น้ำตา และปัสสาวะของคนที่ติดเชื้อเอดส์จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นนอกจากจะมีเลือดปน


4. อาการของโรคเอดส์
คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์ หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกาย ไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไป ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัส จำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย ถ้ามีการติดเชื้อ อาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค
ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร
ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา
ราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลย เพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือด หรือที่เรียก ว่าเลือดเอดส์บวก ซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้ว ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody) เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกได ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน 6 เดือน โดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา และห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้น
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้ โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คือเป็น
เดือนๆ ขึ้นไป ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ ขนาด1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง(รูปที่ 2) ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ ไม ่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์ โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้
ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก(รูปที่ 3), งูสวัด(รูปที่ 4), เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง(รูปที่ 5)
จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์
ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์
เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อย ๆ และเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น แคโปซี่ ซาร์โคมา(Kaposi's sarcoma) และมะเร็งปากมดลูก
การติดเชื้อฉกฉวยโอกาส หมายถึง การติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำ ไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง เช่นจากการเป็นมะเร็ง หรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ หรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง(รูปที่ 6) ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ ซาร์โค มา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น ส่วนจะมีหลายตุ่ม(รูปที่ 7) บางครั้งอาจแตกเป็นแผล เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน
นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น
ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไห หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10-20 ปี และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

5. จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์ ?
การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือไม หลักการของการตรวจเลือดเอดส์ก็คือการดูว่าในเลือดมีแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่ทำปฎิกิริยากับไวรัสเอดส์หรือไม่ ถ้ามีก็จะทำให้เปลี่ยนสีของน้ำยาที่ใช้ทดสอบในกรณีที่ชุดทดสอบนั้นใช้หลักการของอีไลซ่า (ELISA) หรือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นๆ แล้วแต่วิธีการของชุดทดสอบที่ใช้วิธีทดสอบบางชนิดอาจใช้เวลาเพียง 2 นาที ก็ทราบผลแล้ว นอกจากจะใช้เลือดในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์แล้วยังสามารถใช้น้ำลายและปัสสาวะได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องเจ็บตัว จากการเจาะเลือดและได้ความแม่นยำเกือบเท่าการใช้เลือดตรวจ การใช้น้ำลาย หรือปัสสาวะตรวจเอดส์แทนเลือดได้นั้น ไม่ได้แปลว่าน้ำลายหรือปัสสาวะแพร่เชื้อเอดส์ได้ เพราะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่อยู่ในน้ำลายหรือปัสสาวะไม่ได้ตรวจหาตัวไวรัสเอดส์เอง
วิธีตรวจเลือดเอดส์หรือตรวจน้ำลายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีความไวและความแม่นยำสูงมาก คือ มีความไวสูงถึง 99.8-100% กล่าวคือคนที่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนอาจตรวจพบเลือดเอดส์บวก 998 คน ซึ่งก็นับว่าดีมาก ๆ แต่ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คนที่ยังอาจตรวจไม่พบในทำนองเดียวกัน คนที่ไม่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนไปตรวจเลือด อาจพบว่า 998 คนจะมีเลือดเอดส์ลบ แสดงว่ามี ความแม่นยำหรือความจำเพาะถึง 99.8% แต่ก็ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คน ที่จะมีเลือดเอดส์บวกซึ่งจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมอย่างมากมาย จึงจำต้องทดสอบยืนยันให้แน่นอนเสียก่อน โดยอาจใช้ชุดทดสอบอีไลซ่าของอีกบริษัทหนึ่งหรือใช้วิธีทดสอบที่มีหลักการที่แตกต่างกัน เช่น วิธีพาร์ติ-เคิล แอ๊กกลูติเนชั่น เป็นต้นด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบเอดส์อาจมีทั้งผลบวก และผลลบเทียมและมีผลกระทบมากมายต่อผู้ถูกทดสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผลทดสอบออกมาเป็นบวก บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเลยก็มี ดังนั้นจึงควรต้องมีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีก่อนและหลังการทดสอบทุกครั้ง เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจเอดส์ และความหมายของการทีมีผลเลือดเอดส์เป็นลบหรือเป็นบวก เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาในอนาคต หรือไม่แพร่เชื้อเอดส์ให้ผู้อื่น
การให้คำปรึกษาแนะนำ
ก. การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนการทดสอบเอดส์
(1) จะต้องมีการอธิบายให้ผู้มาขอรับการทดสอบเข้าใจว่าการตรวจเลือดเอดส์นั้นเป็นอย่างไร เป็นการตรวจว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสโรคเอดส์หรือไม่ ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคเอดส์แล้วเสมอไป และเวลานี้ก็คงจะยังมีไวรัสโรคเอดส์อยู่ในตัวซึ่งการที่เป็นโรคเอดส์แล้วชีวิตอาจจะสั้นแต่การที่ติดเชื้อเฉยๆอาจมีชีวิตอยู่ไปได้อีก 10-15 ปี แต่มีไวรัสเอดส์ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นๆได้
(2) จะต้องถามเหตุจูงใจหรือเหตุผลในการขอตรวจเอดส์ เพราะตัวเองไปมีพฤติกรรมเสี่ยงมา จึงอยากรู้ว่าเพลี่ยงพล้ำมีการติดเชื้อเอดส์หรือไม่ หรือว่าถูกนายจ้างบังคับให้ตรวจหรือมาตรวจ ๆ ตามคนอื่นหญิงบริการหลายคนเข้าใจว่า การตรวจเลือดเอดส์เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
(3) จะต้องถามว่าถ้ารู้ว่าผลเลือดเป็นลบเขาจะทำอะไร (ซึ่งหญิงบริการหลายคนตอบว่าจะได้ทำงานต่อไป) หรือถ้าผลเจาะเลือดเอดส์เป็นบวกเขาจะทำยังไง ถ้าตอบว่าเลือดเอดส์บวกจะได้ฆ่าตัวตายเช่นนี้ก็ต้องคุยกันนานหน่อยหรืออาจไม่เจาะตรวจให้เลยก็ได้ในขณะนั้น
ข. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลการทดสอบเป็นลบ
(1) จะต้องอธิบายให้ผู้ที่ผ่านการตรวจเอดส์แล้ว ให้เข้าใจว่าแม้ผลจะเป็นลบ เขาก็ยังอาจมีการติดเชื้อเอดส์อยู่ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้เพราะ 2 คนใน 1,000 คน ที่ติดเชื้ออาจให้ผลเลือดเอดส์เป็นลบได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ายังเร็วเกินไปที่จะตรวจพบเนื่องจากยังอยู่ในระยะฟักตัวของการที่มีเลือดบวกคือช่วง 2-3 เดือนแรกภายหลังได้รับเชื้อเข้าไป หรืออาจเป็นเพราะว่าภูมิต้านทานของเขาไม่ดี จึงไม่สามารถสร้างแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์ได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงควรใส่ถุงยางอนามัยเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและไม่ไปบริจาคเลือดให้กับผู้อื่น รออีก 3 เดือน จึงไปตรวจอีกครั้งให้มั่นใจ
(2) การที่มีเลือดเอดส์ลบ ไม่ใช่เป็นหนังสือรับรองว่า เขาสามารถมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อไปได้เพราะปลอดภัยแล้ว ในทางกลับกัน การที่ผลตรวจเลือดเอดส์ยังเป็นลบอยู่ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ควรถือเป็นศุภฤกษ์ที่ตัวเองจะเปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรมเสี่ยงนั้นเสีย ให้ไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยลง แทนที่จะเสี่ยงต่อไปเรื่อยๆ แล้วต้องใจหายใจคว่ำกับการตรวจเลือดแต่ละครั้ง ดังนั้นการที่ได้ผลเลือดเอดส์เป็นลบจึงเป็นโอกาสดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงได้ ไม่ใช่สักแต่ส่งผลการตรวจเลือดออกไปเฉยๆ

ค. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลเลือดเอดส์เป็นบวกจริง
(1) ห้ามบอกผลทางโทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์
(2) ควรให้มารับทราบผลการตรวจจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อจะได้ทราบพฤติกรรมเสี่ยง จะได้ตรวจร่างกาย และให้คำปรึกษาแนะนำ พร้อมทั้งจะได้เจาะเลือดตรวจเอดส์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันการสลับหลอดเลือดกันหรือความผิดพลาดทางเทคนิคอื่นๆ
(3) ในกรณีที่ยังไม่ทราบผลการทดสอบยืนยัน และมีความจำเป็นที่จะต้องให้คำปรึกษาแนะนำไปก่อนก็อธิบายให้เข้าใจว่าการทดสอบเอดส์อาจมีผลบวกเทียมได้ ให้รอคอยผลการทดสอบยืนยัน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเชิงไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นไปพลางก่อน
(4) ควรให้ผู้ติดเชื้อทราบว่าการมีเลือดเอดส์บวก ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือต้องตายเสมอไป จะมีเพียงบางคนเท่านั้นเองที่จะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตายในที่สุด บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยเกิน 10 ปีขึ้นไป และถึงตอนนั้นอาจมียาชงัด ๆ ออกมารักษาก็ได้จึงอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ
(5) ผู้ติดเชื้อควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เพราะถ้าทำต่อ การได้รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่นๆเข้าไปอีก จะยิ่งทำให้ภูมิต้านทานเสื่อมลงไปมากขึ้น ไวรัสเอดส์อาจกำเริบขึ้นมา และทำให้เกิดอาการมากขึ้นได้
(6) การที่มีเลือดเอดส์บวก ส่วนใหญ่จะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัว จึงสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น ๆ เขาจึงควรระวังป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์ในเลือดหรือในสิ่งคัดหลั่งของเขาติดไปสู่คนอื่น เช่น ต้องใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ ห้ามไปบริจาคเลือด และไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น เป็นต้น
6. ประโยชน์ของการตรวจเอดส์
การเจาะเลือดเอดส์มีประโยชน์ถ้าผู้ถูกเจาะมีความเข้าใจ และต้องการจะเจาะเองไม่ได้ถูกใครบังคับมา มีการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างดีทั้งก่อนและหลังการทดสอบผลการทดสอบถูกเก็บเป็นความลับสุดยอด โดยรู้เฉพาะผู้ตรวจและผู้ถูกตรวจ ผลการตรวจไม่ถูกนำมาใช้ในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ถูกตรวจ เช่นการจ้างงาน การรักษาพยาบาล และสุดท้ายจะต้องมีแหล่งส่งต่อให้ผู้ติดเชื้อไปเข้ารับการรักษาพยาบาลต่อไปได้ ไม่ใช่ว่าเจาะเจอแล้วเคว้งไม่รู้จะไปติดตามที่ไหนต่อ
ถึงแม้จะเจาะเลือดแล้วพบว่าไม่ติดเอดส์ หลายคนสามารถเลิกพฤติกรรมเสี่ยงได้จากความรู้และคำปรึกษาแนะนำที่ได้รับก่อนและหลังการเจาะเลือด บางรายใช้คำว่า "เข็ดจนตาย!"
ส่วนรายที่เจาะแล้วเอดส์บวก ก็ยังมีประโยชน์อยู่ เพราะจะได้ระมัดระวังป้องกันไม่ให้คนที่เป็นที่รักติดเชื้อเอดส์ตามตนได้ และทำให้ตนเองรู้ตัว ถ้ามีอาการผิดปกติขึ้นจะได้ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องโดยรวดเร็ว หรือถ้ามียาหรือวัคซีนใหม่ ๆ เข้ามาทดลองก็อาจไปอาสาทดลองได้ ซึ่งก็จะยังมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย นอกจากนี้การรู้ตัวแล้วสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงก็จะช่วยให้ตัวเองไม่รับเชื้ออื่น ๆ เพิ่มเข้าไป จะได้ไม่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือตายเร็วตามที่กล่าวแล้ว

7. "คลีนิคนิรนาม" คืออะไร ?
คลินิกนิรนามในการตรวจเอดส์คือ สถานที่ที่ผู้ซึ่งอยากมีความรู้หรือมีข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคเอดส์สามารถไปขอความรู้ คำปรึกษาและขอรับการตรวจเอดส์ได้โดยไม่ต้องบอกชื่อและที่อยู่ ทางคลินิกจะใช้รหัสเลขที่แทนชื่อของผู้มาใช้บริการ เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อเอดส์จะมีเฉพาะผู้มาใช้บริการเท่านั้นที่ทราบผล ไม่มีการรายงานผลการตรวจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือนายจ้างทราบ จึงมั่นใจได้ว่าความลับจะไม่ถูกเปิดเผย สาเหตุที่ต้องมีการจัดตั้งคลินิกนิรนามขึ้นก็เพราะมีคนหลายๆคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง แต่ไม่กล้าไปตรวจเอดส์ เพราะกลัวคนรู้จักหรือกลัวว่าถ้าตรวจเจอจะมีการรายงานชื่อตนไปที่เจ้าเหน้าที่ของรัฐซึ่งอาจส่งคนมาติดตามจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งแก่ตนเอง และวงศ์ตระกูลได้ การกลัวความลับจะรั่วไหลทำให้ไม่กล้าไปเจาะทั้งๆ ที่ใจอยากจะรู้ ทำให้เกิดทุกข์ใจอย่างมากในบางราย บางรายก็แอบไปบริจาคเลือดเพราะรู้ว่าจะได้รับการตรวจเอดส์โดยอัตดนมัติ บริจาคมาแล้วก็มานั่งรอใจหายใจคว่ำว่าเมื่อไหร่จะได้รับจดหมายจากธนาคารเลือด ให้ไปตรวจเลือดซ้ำใหม่ เมื่อไม่ทราบผลเลือดก็คงดำเนินพฤติกรรมเสี่ยงแพร่เชื้อต่อไปเรื่อยๆ "การไปแอบบริจาคเลือด" ก็อาจเป็นภัยต่อผู้อื่นได้ เพราะเลือดขวดนั้นอาจยังตรวจไม่เจอว่าเลือดเอดส์บวกแต่มีเชื้อซึ่งแพร่ให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการรักษาความลับของคนไข้จึงมีคลินิกนิรนามขึ้น
คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทย(โปรดสังเกตการสะกดชื่อ คำว่า "คลีนิค" ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะของคลินิกนิรนามของสภากาชาด ไทย) เป็นคลินิกนิรนามสมบูรณ์แบบคลินิกแรกที่ตั้งขึ้นในประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณสถานเสาวภา (กองวิทยาศาสตร์) ของสภากาชาดไทยบนมุมถนนอังรีดูนังกับพระราม 4 ใกล้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2534 เปิดทำการ ระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 12.00-19.00 น. และวันเสาร์เวลา 9.00-12.00 น. เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ คลีนิคนิรนามของ สภากาชาดไทยให้บริการให้คำปรึกษาแนะนำ และตรวจเลือดเกี่ยวกับเอดส์ ไวรัสตับอักเสบบี และซิฟิลิส เพราะทั้ง 3 โรคมีวิธีการติดต่อคล้าย ๆ กัน ก่อนและหลังการตรวจทุกครั้งจะได้รับคำปรึกษาแนะนำอย่างถูกต้องจากเจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความชำนาญของสภากาชาดไทย และถ้าพบว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่ง จะมีบริการส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ผู้สนใจสามารถโทรศัพท์ไปสอบถามดูได้ก่อนที่เบอร์ 256-4109
นอกจากนี้ ทุกวันศุกร์เช้า (8.30 - 11.30 น.) คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทยยังเปิดให้บริการตรวจวัดระดับ ซีดี-4 (CD 4) ซึ่งเป็นตัวชี้บ่งระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์แบบนิรนามด้วย เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำว่าระดับ ซีดี-4 ใดควรจะไปพบ แพทย์เพื่อรับยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนหรือยาต้านไวรัสเอดส์ ถ้าระดับ ซีดี-4 ยังดีอยู่ก็อาจรอดูก่อน อีก 4-6 เดือนค่อยมาตรวจซ้ำ ใหม่ การรู้จักดูแลตัวเองเช่นนี้จะทำให้สามารถรับการรักษาต่าง ๆได้แต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอจนให้มีอาการ จึงไปพบแพทย์ ซึ่งอาจสายเกินไปที่จะรักษาให้ได้ผลก็เป็นได้และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา คลีนิคนิรนามของสภากาชาดไทยก็ยังได้เปิดบริการตรวจวัดปริมาณไวรัสเอดส์ในเลือด(Viral load) ให้กับผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วย ค่าตรวจค่อนข้างแพง มีประโยชน์ในการติดตามผลของการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ และใช้ในการตัดสินใจเริ่มให้ยาต้านไวรัสเอดส์แก่คนที่มีระดับ ซีดี-4 สูงๆ ซึ่งยังไม่ต้องใช้ยา แต่ถ้ามีปริมาณไวรัสมาก ๆ อาจต้องเริ่มยาต้านไวรัสเอดส์

8. โรคเอดส์รักษากันได้อย่างไร ?
การรักษาโรคเอดส์แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน
(1) การรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อน
ได้แก่โรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสมะเร็ง และอาการอื่นๆ เช่น ไข้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โรคหรืออาการบางอย่างก็มียารักษา บางอย่างก็ไม่มียารักษาหรือรักษาไม่หายขาด ในปัจจุบันมีการให้ยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนหลายอย่างๆ เมื่อระดับภูมิคุ้มกันลดลงมาถึงระดับหนึ่ง และก่อนที่จะเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นมาจริง ๆ เช่น การให้ยาป้องกันปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสตีส ยาป้องกันเชื้อราขึ้นสมอง และยาป้องกันวัณโรค เป็นต้น พบว่าสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปในบางกรณีแม้จะรักษาภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนให้หายแล้วก็ตาม ก็ยังจะต้องให้ป้องกันไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำใหม่ เช่นปอดบวมที่เกิดจากเชื้อนิวโมซีสตีส หรือเชื้อราในสมองเป็นต้น นอกจากนี้ มีการใช้ยาที่จะช่วยบรรเทาอาการแทรกซ้อนต่างๆของผู้ป่วยเอดส์ เช่นอาการคันตามตัวอาการท้องเสียเรื้อรัง และน้ำหนักลด เป็นต้น
(2) การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์
การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสเอดส์ ในปัจจุบัน ยังไม่มียาที่ได้ผลแน่นอนในการฆ่าทำลายไวรัสเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวรัสที่หลบอยู่ในเซลล์ เม็ดโลหิตขาว จะมีก็แต่ยาที่ไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอดส์ เช่น
- ยาไซโดวูดีน(Zidovudine, หรือ เอ-แซด-ที AZT), ไดดีอ๊อกซีไอโนซีน(dideoxyinosineหรือ ดี-ดี-ไอ ddI), ไดดีอ๊อกซีซัยติดีน(dideoxycytidine หรือ ดี-ดี-ซี,ddc) สตาวูดีน (stavudine หรือ ดี-โฟ-ที d4T), ลามิวูดีน (lamivudine หรือ ทรี-ที-ซี 3TC), และ อะ บาคาเวีย(abacavir), เนวิราปีน (nevirapine), เอฟฟาไวเรนส์ (efavirenz)
- และยาในกลุ่มที่เรียกว่าโปรตีเอส อินฮิบิเตอร(Protease inhibitors) เช่น อินดินาเวีย(indinavir) เนลฟินาเวีย(nelfinavir) และโลปินาเวีย(lopinavir) ยาเหล่านี้สามารถยืดชีวิตคนไข ้เอดส์ออกไปได้ เป็นโรคติดเชื้อแทรกซ้อนน้อยลงน้ำหนักเพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถกลับไปทำงานได้และแม้คนไข้ที่ยังไม่มีอาการแต่ระดับภูมิคุ้มกันเริ่มต่ำลงแล้วหรือแม้ระดับภูมิคุ้มกัน (ซีดี-4) จะยังไม่ต่ำ แต่มีปริมาณไวรัสในเลือดมาก การให้ยาต้านไวรัสเอดส์จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเขาอยู่ในระดับดีได้นานๆติดเชื้อแทรกซ้อนช้าลงหรือน้อยลง ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาจึงนิยมที่จะให้ยาต้าน ไวรัสเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อตั้งแต่ระยะต้นๆ และให้ยา 3 ตัวพร้อมกันเพื่อให้มีฤทธิ์ในการลดปริมาณไวรัสเอดส์สูงสุด ขณะเดียวกันก็เพื่อลด โอกาสที่เชื้อเอดส์จะดื้อยาด้วย
ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะต้องสูงขึ้น เพราะต้องใช้ยาหลายตัว และต้องใช้ยานานขึ้น กล่าวคือ ถ้าเริ่มใช้ก็ต้องใช้ไปตลอดชีวิตและมีคนที่ต้องใช้ยามากขึ้น เพราะเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอาการ จึงเป็นการยากที่คนไข้หรือรัฐจะจัดซื้อยาให้ใช้ได้อย่างทั่วถึง ยิ่งในสภาวะเงินบาทลอยตัวอย่างในปัจจุบัน เพราะค่าใช้จ่ายในการให้ยา 3 ตัวพร้อมกันจะประมาณ 15,000-28,000ในคนที่ไม่มีเงินมากพอก็อาจกินยาร่วมกันเพียง 2 ตัว ซึ่งจะตกประมาณเดือนละ 4,000 -10,000 บาท แล้วแต่ตัวยาชนิดใด เป็นที่น่ายินดีว่าสภากา ชาดไทยได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของประเทศเนเธอร์แลนด์และออสเตรเลียจัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย -ออสเตรเลีย-เนเธอร์แลนด์ ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (เรียกชื่อย่อว่า "HIV-NAT") ขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 เพื่อทำการศึกษาวิจัยผลของ การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ 2-3 ตัว พร้อมกันในสูตรผสมต่างๆ กันในคนไทย ทำให้คนไทยเกือบหนึ่งพันคนได้รับยาดีๆ ฟรีเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันจนถึงปัจจุบันมีผลงานเผยแพร่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก
เป็นที่น่ายินดีว่า ยาต้านเอดส์บางตัวได้มีราคาลดลงค่อนข้างมาก ในปี 2543 ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันของกลุ่มผู้ที่ติดเชื้อในประเทศ ทำให้องค์การเภสัชกรรมผลิตยาต้านเอดส์บางตัวออกมาซึ่งราคาถูกกว่ายาต้นตำรับมาก ส่งผลให้บริษัทยาข้ามชาติต้องลดราคายาลงประมาณร้อยละ 40 เพื่อจะได้ขายแข่งกับยาขององค์การเภสัชกรรมทุกฝ่ายได้แต่คาดหวังกันว่า ยาทุกตัวจะมีราคาถูกลงในที่สุด กรมควบคุมโรคติดต่อเองก็ได้พยายามเจรจาขอลดราคายาต้านเอดส์กับบริษัทยาในกรณีสั่งซื้อคราวละมาก ๆ อีกทั้งองค์การเอดส์สหประชาชาติก็ได้พยายามช่วยเจรจากับบริษัทยาต่างๆ ให้ลดราคายาลง จึงหวังว่ายาต้านเอดส์ 3 ตัว น่าจะมีราคาลดลงเหลือเพียงไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท ถึง ตอนนั้นก็หวังว่ารัฐบาลจะจัดงบซื้อยาต้านไวรัสให้ผู้ติดเชื้อทานมากขึ้น ไม่ใช่ยาราคาถูกลง คนไข้ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ยาอยู่ดี เพราะการที่เขามียาดีๆกินโอกาสที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสังคมจะมีมากขึ้น เพราะจะไม่ป่วยและมีอายุยืนเหมือนคนทั่วไป สามารถทำงานรับใช้ชาติ ทำงานเสียภาษีให้รัฐ มีผลผลิตทำรายได้เข้าประเทศ รัฐเองก็ไม่ต้องเสียเงินในการรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนไม่ต้องสร้างโรงพยาบาล vหรือผลิตหมอมากขึ้นไม่ต้องรับภาระในการเลี้ยงดูบุตร หรือพ่อแม่ที่แก่เฒ่าของผู้ติดเชื้อ พูดง่าย ๆ คือจะมีกำไรเข้ากระเป๋าของรัฐมากกว่า ถ้ารัฐจัดหายาต้านไวรัสเอดส์ดี ๆให้คนไข้รับประทานคล้ายกับที่ประเทศรวยๆ อื่นๆ เขาสรุปกันไว้ก่อนแล้ว
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูก
เป็นที่ทราบกันมา 6-7 ปี แล้วว่ายาต้านไวรัสเอดส์สามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกได้ เช่นถ้าให้ เอ-แซด-ที อย่างเดียวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่ครรภ์ได้14 สัปดาห์ จนถึงเด็กคลอดออกมาและให้ยาแก่เด็กต่ออีก 6 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกลงได้ 2 ใน 3 กล่าวคือถ้าไม่ให้ยาอะไรเลย ลูกจะติดเอดส์จากแม่ประมาณร้อย 25 ถ้าแม่และลูกได้ยา เอ-แซด-ที ในกำหนดดังกล่าว พร้อมกับการงดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ลูกจะติดเอดส์จากแม่เพียงร้อยละ 8 การให้ยาดังกล่าวไม่เป็นอันตราย และไม่เกิดผลเสียทั้งต่อแม่ และเด็ก จึงถือเป็นมาตรฐานทั่วโลกว่าถ้าหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอดส์ และต้องการจะตั้งครรภ์ต่อไปควรให้โอกาสหญิงตั้งครรภ์มีสิทธิ์ตัดสินใจในการรับยาต้านเอดส์และในการงดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อลดโอกาสทีลูกจะติดเอดส์จากแม่ ในประเทศที่ร่ำรวย แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาต้านเอดส์ 2 หรือ 3 ตัวร่วมกัน เพื่อลดอัตราการถ่ายทอดเอดส์ลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดเอาเด็กคลอดออกทางหน้าท้องด้วย ซึ่งจะยิ่งลดโอกาสการติดเชื้อเอดส์ลงไปอีกเพราะเด็กจะสัมผัสกับเลือดแม่น้อยลง
ปัญหาหลักของการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกโดยการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์คือการที่จะรู้ได้ยังไงว่าใครติดเอดส์ ค่ายาที่จะใช้และค่านมผงที่จะใช้เลี้ยงทารก ส่วนประเด็นความคุ้มที่จะต้องมีเด็กกำพร้าพ่อแม่เพิ่มขึ้นไม่เป็นประเด็นอีกแล้วเพราะค่าใช้จ่ายที่จะต้องดูแลรักษาเด็กที่ติดเชื้อจะแพงกว่าและไม่คุ้มค่าเท่ากับการเลี้ยงดูเด็กกำพร้า ซึ่งบางรายโตขึ้นอาจเป็นหมอ เป็นวิศวกร หรือเป็นนายกรัฐมนตรี การจะร ู้ว่าหญิงตั้งครรภ์คนใดติดเชื้อเอดส์ก็ต้องตรวจเลือดระหว่างไปฝากครรภ์ ซึ่งต้องเป็นการตรวจโดยสมัครใจ มีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ถูก ต้องทั้งก่อนและหลังตรวจและต้องมีการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด โรงพยาบาลบางแห่งแม้ในประเทศไทยเองก็อาจจะยังทำไม่ได้ครบเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวจนต้องมีองค์กรเอกชนบางกลุ่มออกมาเรียกร้องให้แพทย์ และโรงพยาบาลเคารพสิทธิของหญิงในการตรวจเลือด ในการรับยา และในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งแน่นอน ต้องเป็นสิทธิของพ่อและแม่ของเด็กในครรภ์ที่จะตัดสินใจหลังได้รับข้อมูลที่ถูกต้องทั้งด้านบวกและลบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมของพ่อ แม่ และทารกในครรภ์ แพทย์ไม่ควรไปบังคับหรือชักจูงการตัดสินใจของเขา
ในประเทศยากจนแถบอัฟริกา การใช้นมผงเลี้ยงทารกมีปัญหาทั้งทางด้านค่าใช้จ่าย ความสะอาดของน้ำและอุปกรณ์ที่จะนำมาผสมนมผงให้ทารกดื่มและการเสี่ยงต่อการถูกผู้อื่นรู้ว่าติดเชื้อเพราะคนอื่นๆ ต่างก็เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทั้งนั้น ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงยังไม่กล้าแนะนำให้แม่ที่ติดเชื้อในอัฟริกาใช้นมผงเลี้ยงลูก เพราะกลัวว่าจะมีเด็กทารกเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารหรือจากโรคติดเชื้อของทาง เดินอาหารจากการรับประทานนมสกปรกมากกว่าจะเสียชีวิตจากโรคเอดส์ จะใช้นมผงก็ต่อเมื่อครอบครัวมีเศรษฐกิจฐานะดี ดังนั้นเมื่อยัง ต้องให้นมแม่อยู่ ก็ทำให้ผลการใช้ยาต้านเอดส์ในการลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูกไม่สู้ดีนักเพราะเด็กจะยังได้รับเชื้อเอดส์จากน้ำนมแม่ ภายหลังคลอด เรื่องค่ายาต้านเอดส์ที่ต้องให้แม่ และลูกกินก็เป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศที่ยากจนเฉพาะ เอ-แซด-ที เดียวๆ ตามสูตรที่พิสูจน์ว่าได้ผลและใช้กันอยู่ในต่างประเทศก็จะตกประมาณ 10,000 บาท ยิ่งถ้าต้องให้ยาหลายตัวร่วมกัน ค่าใช้จ่ายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นจึงมีผู้พยายามคิดหาสูตรยาอื่นๆ ที่ราคาอาจถูกลง หรือการให้ยาช่วงสั้นลงจะได้ประหยัด หลังจากใช้เวลาทดสอบอยู่หลายปีก็พอได้สูตรยาที่ประหยัดบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลดีเท่า เอ-แซด-ที ที่ใช้กันอยู่เดิม สูตรประหยัดเหล่านี้อาจพอนำมาใช้กับประเทศที่ยากจนซึ่งก็จะยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ในช่วงปลายปี 2538 ขณะที่หลายๆฝ่ายกำลังรอผลการทดสอบสูตรยา เอ-แซด-ที ที่ประหยัดซึ่งกำลังทดสอบอยู่ในประเทศ ไทยและกว่าจะรู้ผลก็คาดว่าจะเป็นปี พ.ศ. 2541-2542 สภากาชาดไทย

Share

VDO วิดิโอคลิปที่น่าสนใจ

article thumbnailพลังสูงวัย มาร่วมชราอย่างสร้างสรรค์และมีพลังกันเถอะ บทสัมภาษณ์ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ในรายการสถานีความคิด FM 96.5 โดยคุณสุภาวดี
More inVDO  

 

 

Go to top